บทบาทของครูในยุค AI: จากผู้ถ่ายทอดเนื้อหา สู่ผู้สร้างนักคิด
ในปัจจุบันนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้าในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Artificial Intelligence) หุ่นยนต์ (Robotics) และสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อทำให้สามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้ (Internet of Things) เทคโนโลยีระดับนาโน (Nanotechnology) วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และวัสดุศาสตร์ (Material Science) ที่กำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ บนโลกอย่างรวดเร็วและเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การถือกำเนิดของระบบต่าง ๆ ที่มีการนำ AI เข้าไปประกอบใช้ทำให้มันสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แต่ก่อนมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ และ AI กำลังจะนำพามนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยศักยภาพอันยิ่งใหญ่และความท้าทายที่สำคัญ (Schwab, 2016; Sart & Yildiz, 2022)
หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญที่สุดของการปฏิวัติเทคโนโลยีคือตลาดแรงงาน ซึ่งระบบอัตโนมัติเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลง “ลักษณะของการทำงานและทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน” อย่างรวดเร็ว (Schwab, 2016; World Economic Forum, 2020) อาชีพหลาย ๆ กลุ่มอาชีพจะหายไปอย่างไม่มีวันกลับมา ในขณะที่จะมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และอีกหลาย ๆ อาชีพจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม (Popenici & Kerr, 2017; Sart & Yildiz, 2022; Buttazzo, 2023) เมื่อระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI แทรกซึมเข้าไปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ความกังวลเกี่ยวกับการว่างงานและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างก็เพิ่มขึ้น งานประจำที่เคยทำเป็นหลักของสายอาชีพต่าง ๆ จำนวนมากกำลังถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีการคิดใหม่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะแรงงานและการปรับกลยุทธ์ในเรื่องของการจัดการศึกษา (Frey & Osborne, 2017; Popenici & Kerr, 2017) ในทุก ๆ ระดับการศึกษาที่กำลังทำกันอยู่

ภาพ 1 แสดงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของการพัฒนาระบบ AI ที่ทำให้มันมีความฉลาด เท่ากับมนุษย์ และเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยแกน y แสดงระดับความฉลาด (Intelligence) และแกน x แทนปีคริสต์ศักราช (Buttazzo, 2023)
รูปแบบการศึกษาแบบดั้งเดิมมักเน้นการถ่ายทอดเนื้อหาและการทดสอบมาตรฐาน น่าจะไม่สามารถทำให้ประเทศของเราเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับกับความซับซ้อนของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 นี้ได้ การเน้นการท่องจำและผลการเรียนทางวิชาการ แม้จะมีคุณค่าในบางบริบท แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการปรับตัว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกในยุคปัจจุบันที่ถูกครอบงำโดย AI ความเจริญก้าวหน้าของ AI แบบก้าวกระโดดทำให้แม้แต่อาชีพที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางก็ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกระบบอัตโนมัติต่าง ๆ พัฒนาเข้ามาแทนที่อาชีพเหล่านั้น (OECD, 2023) เช่น อาชีพหมอที่ก่อนหน้านี้มีนวัตกรรมการผ่าตัดทางไกลด้วยแขนกลหุ่นยนต์ที่ทำให้แพทย์เฉพาะทางมีขอบเขตของการรักษาคนไข้ได้ไกลขึ้น การผ่าตัดทำได้ละเอียดแม่นยำมากกว่าแพทย์ที่เป็นมนุษย์เคยทำได้ และล่าสุดที่ประเทศจีนได้พัฒนา ROBO-DOC หรือหมอหุ่นยนต์ที่มีระบบ AI ประกอบอยู่ภายในตัวหุ่นยนต์ขึ้นมา เป็นหมอที่มีความรู้อัดแน่นด้วยข้อมูลจากตำราแพทย์มากมายที่ใส่เข้าไปในระบบ และจะเปิดทำการรักษาจริงในโรงพยาบาลเสมือนจริง (Virtual Hospital) โดยโครงการนี้ตั้งเป้าหมายให้ ROBO-DOC สามารถรักษาคนไข้ได้จริงมากถึงวันละ 3,000 คน และคาดการณ์ว่าจะเปิดทำการได้ภายในปีนี้
เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้และเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนไทยจะมีทักษะและความรู้ที่จำเป็นสำหรับการนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่จะเป็นแบบระบบอัตโนมัติมากขึ้น ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเรียนการสอนไปสู่การศึกษาที่เน้นทักษะจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการคิดระดับสูง ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และความรู้ดิจิทัล ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและมีโอกาสนำพาประเทศไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในการแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างยั่งยืน
พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงจากปัญญาประดิษฐ์
การมาถึงของ AI กำลังปฏิวัติโลกของการทำงาน ด้วยความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวจากข้อมูลจำนวนมหาศาล AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยี AI เช่น Deep Learning และ Natural Language Processing ช่วยให้ AI สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การสร้างสรรค์เนื้อหา และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (World Economic Forum, 2020) ผลที่ตามมาคือ การทำงานอัตโนมัติของ AI จะสามารถขยายขอบเขตไปสู่งานที่เคยต้องอาศัยทักษะเฉพาะของมนุษย์ได้มากขึ้น
แม้ว่า AI จะนำมาซึ่งโอกาสในการเพิ่มผลผลิตและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ก็ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการว่างงาน งานวิจัยของ McKinsey Global Institute (2023) ชี้ให้เห็นว่า งานจำนวนมากอาจถูก AI ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบงานบางส่วน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น การผลิตและการบริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม AI ยังสร้างโอกาสในการเกิดงานใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI การดูแลระบบ AI และการใช้ AI เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล (World Economic Forum, 2020; McKinsey Global Institute, 2023)
ในบริบทของประเทศไทย ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก เช่น การเกษตร การผลิต การค้าปลีก และการบริการกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการนำ AI มาใช้ แม้ว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน แต่ก็อาจนำไปสู่การลดจำนวนแรงงานในบางกระบวนการ (World Economic Forum, 2020) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล โดยเน้นการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ทักษะการคิดระดับสูง และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ข้อจำกัดของการสอนแบบดั้งเดิม
วิธีการสอนแบบดั้งเดิมในประเทศไทยมักเน้นการท่องจำ การเรียนรู้แบบรับข้อมูล และการเรียนการสอนที่ครูเป็นศูนย์กลาง แนวทางการสอนนี้เป็นลักษณะเด่นของระบบการศึกษาไทยมานานดังที่เห็นได้จากการศึกษาในงานวิจัยหลายฉบับที่เน้นให้เห็นถึงผลกระทบของวิธีการสอนแบบนี้ เช่น การศึกษาของ Casta et al. (2021) ที่ได้กล่าวถึงบริบททางประวัติศาสตร์ของการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทย โดยระบุว่าวิธีการแบบดั้งเดิมมักเน้นการท่องจำมากกว่าการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) และการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการเรียนรู้ นอกจากนี้ Suwanphithak (2023) ยังรายงานว่าวิธีการสอนแบบบรรยายนำไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่กระตือรือร้นและการได้รับความรู้ที่จำกัดในหมู่นักเรียน ซึ่งเป็นข้อเสียของวิธีการเรียนรู้แบบท่องจำ และที่ผ่านมา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดเป้าหมายในการปฏิรูประบบการศึกษาไทยโดยการกระจายอำนาจและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเชิงรุก แต่ผลกระทบของวิธีการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมยังคงมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติในชั้นเรียนในยุคปัจจุบัน (Casta et al., 2021) ทำให้มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการศึกษาที่คาดหวังไว้ Hallinger & Kantamara (2000) เน้นย้ำถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมที่เป็นตัวกำหนดการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาและการปฏิบัติทางการศึกษาในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่า “วิธีการสอนหรือการปฏิบัติแบบดั้งเดิมที่เคยทำกันมา” มักจะเป็นตัวขัดขวางการนำกลยุทธ์หรือวิธีการสอนที่ก้าวหน้ามากขึ้นมาใช้ ความเฉื่อยทางวัฒนธรรมนี้สะท้อนให้เห็นสภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลงของห้องเรียนที่ครูยังคงเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า และการมีส่วนร่วมของนักเรียนมีน้อย ทำให้เกิดวงจรการเรียนรู้แบบรับข้อมูลอย่างต่อเนื่อง (Casta et al., 2021; Hallinger & Kantamara, 2000)

ภาพจาก: https://www.kenan-asia.org/blog/education/active-learning-to-enhance-thelearning-performance-of-thai-students
ผลกระทบของวิธีการแบบดั้งเดิมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผลการเรียนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการมีส่วนร่วมและแรงจูงใจโดยรวมของนักเรียน การวิจัยชี้ให้เห็นว่าการท่องจำสามารถนำไปสู่การเรียนรู้ที่ผิวเผิน โดยนักเรียนอาจจำข้อมูลได้โดยไม่เข้าใจการประยุกต์ใช้หรือความเกี่ยวข้อง สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งในวิชาที่ต้องใช้ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา ซึ่งมักถูกละเลยเพื่อไปสนับสนุนให้มีการใช้เทคนิคในการท่องจำเพื่อการเรียนรู้ (Lujan & DiCarlo, 2006) ดังนั้น แม้ว่าวิธีการสอนแบบดั้งเดิมจะเป็นรากฐานของการศึกษาไทย แต่ข้อจำกัดของวิธีการเหล่านี้จำเป็นต้องมีการปรับหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางที่เน้นการมีส่วนร่วมและนักเรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึกและการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน
ข้อจำกัดหลักประการหนึ่งของการสอนแบบดั้งเดิมก็คือ การให้ความสำคัญกับการจดจำเนื้อหามากกว่าการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Skills) แนวทางการสอนนี้มักนำให้นักเรียนต้องท่องจำข้อเท็จจริงและตัวเลขโดยไม่เข้าใจแนวคิดพื้นฐานหรือการประยุกต์ใช้ข้อมูลเหล่านั้นอย่างเต็มที่ และมักจะหันไปใช้เทคนิคในการท่องจำเป็นกลยุทธ์หลักเพื่อทำให้ได้เกรดดี ซึ่งในที่สุดวิธีการนี้ก็จะขัดขวางการพัฒนาทักษะและความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการวิเคราะห์ของตัวผู้เรียน นอกจากนี้ การพึ่งพาแต่การท่องจำก็ยังส่งผลทำให้ความคิดสร้างสรรค์และความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนลดลงด้วย เนื่องจากนักเรียนไม่ได้รับการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้แนวคิดต่าง ๆ ในเนื้อหาอย่างลึกซึ้งหรือไม่ได้รับการฝึกให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ไป (Muqeem et al., 2022; Bowen et al., 2022)

ภาพจาก: https://www.kenan-asia.org/blog/education/active-learning-to-enhance-thelearning-performance-of-thai-students/
ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบจากการจัดการศึกษาแบบดั้งเดิมนี้ยังขยายออกไปกระทบกับบริบทต่าง ๆ นอกห้องเรียนด้วย เช่น วิธีการสอนที่เน้นการท่องจำอย่างเดียวมีผลกระทบไปขัดขวางการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จทางการเรียนในอนาคตและอาชีพที่นักเรียนจะทำต่อไป (Göktaş, 2020) ในทางตรงกันข้าม การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและมีโอกาสที่จะใช้วิธีการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เช่น การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถของนักเรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง (Problem-based Learning) (จีระวรรณ เกษสิงห์ และ ณภัทร วอนศิริ, 2563; Salman et al., 2023) ดังนั้น แม้ว่าวิธีการสอนแบบดั้งเดิมจะมีบทบาทอย่างมากในระบบการศึกษาไทย แต่การเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางที่เน้นการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและใช้กระบวนการคิดกับสิ่งที่ได้กระทำ (Active Learning) และการเรียนรู้แบบสืบสอบ (Inquiry-based Learning) มากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงมีความรู้ แต่ยังมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและมีความสามารถในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้

ภาพจาก: https://iamkru.com/

ภาพจาก: https://socialgiver.com/en/give/provide-a-student-with-one-semester-of-good-quality-education
ในปัจจุบันรูปแบบของแรงงานมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก การวิเคราะห์และระบุทักษะที่จำเป็นสำหรับการจ้างงานในอนาคตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ยังคงเข้าไปปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สถาบันการศึกษาจึงต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อเตรียมนักเรียนให้มีความพร้อมสำหรับรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
การนำ AI เข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประเมินวิธีการสอนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนจะได้เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง สอดคล้อง และเป็นประโยชน์กับการทำงานในอนาคต (Aghaziarati et al., 2023) และต้องตระหนักว่านวัตกรรมในการศึกษาไม่ได้หมายถึงแค่การรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปใช้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังมีความหมายรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเรียนการสอนเพื่อทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ที่สำคัญสำหรับใช้ในการแข่งขันในโลกของธุรกิจ (Schleicher, 2015) ในอนาคต เพื่อทำให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ สามารถทำงานเป็นทีม สามารถสร้างนวัตกรรมได้ และสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้ต้องเป็นทักษะที่ไม่สามารถทำแทนได้โดยใช้เครื่องจักรต่าง ๆ (Popenici & Kerr, 2017; Androutsos & Brinia, 2019) เกาหลีใต้เป็นอีกประเทศที่ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ โดยมีการทดลองนำ AI เข้าไปใช้กับนักเรียนที่เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นปีแรก เพราะเป็นช่วงที่มีการใช้ระบบ Free Semester (ที่ต่อมาขยายมาเป็น 1 ปี) เพื่อลดแรงกดดันในการเรียนการสอน ทำให้นักเรียนได้เลือกเรียนในสิ่งที่สนใจได้ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติในการเรียน พัฒนาทักษะต่าง ๆ สำรวจความสนใจของตนเองเกี่ยวกับอาชีพ เป็นการเรียนรู้แบบที่ไม่ต้องสอบในช่วงเวลานี้ และการนำ AI เข้าไปใช้กับหลักสูตรที่ออกแบบมานี้จะเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการแก้ปัญหาและความสามารถทางเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผลการนำไปใช้กับนักเรียนพบว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนไปสู่รูปแบบที่เน้นทักษะไม่เพียงแต่เตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานในปัจจุบัน แต่ยังส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอาชีพในอนาคตได้ (Park & Kwon, 2024)

ภาพจาก: https://www.kenan-asia.org/blog/thai-education-system-fails-in-latest-pisatests-chevron-enjoy-science-advocates-stem-education-to-solve-problem/
รูปแบบการสอนที่เน้นทักษะเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญยิ่งในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งเป็นยุคที่รูปแบบของการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ดังนั้น ระบบการศึกษาในทุกระดับจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยต้องสามารถระบุและรวมทักษะทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับยุค AI นี้เข้ากับหลักสูตรเพื่อทำให้การเรียนรู้และพัฒนาทางด้านทักษะที่จำเป็นเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมนักเรียนให้สามารถเติบโตในโลกที่ได้รับอิทธิพลจาก AI ได้ สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสำหรับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในโลกของการทำงาน
การเอาชนะความท้าทายและการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สามารถทำได้ดังนี้
1 ) ในเรื่องของการฝึกอบรมครูและการพัฒนาวิชาชีพ จะเห็นได้ว่าการฝึกอบรมครูเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องช่วยให้ครูสามารถปรับตัวเข้ากับแนวทางการสอนใหม่ ๆ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ (Deák et al., 2021; Baldry & Foster, 2019) ร่วมไปกับการพัฒนาทักษะ เช่น การใช้วิธีการเรียนรู้ที่เน้นการสำรวจตรวจสอบ หรือที่เรียกว่า การเรียนรู้แบบสืบสอบ (Inquiry-based Learning) ซึ่งเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาในนักเรียน (Deák et al., 2021) หรือการสร้างความเข้มแข็งของความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพของครู โดยการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้ (Baldry & Foster, 2019; Halász & Thant Sin, 2022) และสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมครูก็คือ ปัญหาของการนำองค์ความรู้ (ทั้งเนื้อหา เทคนิคการสอน และทักษะต่าง ๆ) ที่ได้รับจากการฝึกอบรมมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่เน้นการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของนักเรียน

ภาพจาก: https://www.dprep.ac.th/th/critical-thinking-skills/
2) การปฏิรูปหลักสูตรและการประเมินผลในรูปแบบใหม่ การปฏิรูปหลักสูตรเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การศึกษาในประเทศไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องได้ ประกอบกับรูปแบบของการประเมินผลที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Outcome-based Education) สามารถใช้เป็นแนวทางที่ช่วยให้การศึกษามีความสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ได้ นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการประเมินผลยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน การสร้างหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตามความต้องการของนักเรียนและสังคมจะช่วยให้การศึกษาไทยมีความทันสมัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
3) นโยบายและการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการศึกษา นโยบายการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต้องการการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด รวมถึงรัฐบาล โรงเรียน และชุมชน (Satienchayakorn, 2024) การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ จะช่วยให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน (Halász & Thant Sin, 2022) นอกจากนี้ การสนับสนุนด้านการเงินและทรัพยากรจากรัฐบาลยังเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษา (Satienchayakorn, 2024)
สรุป การนำแนวทางการสอนที่เน้นทักษะ (Skills-based Pedagogy) มาใช้ในระบบการศึกษาไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งและควรรีบดำเนินการ เพราะใช้เวลาในการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนในการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในโลกของการทำงานและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต การเรียกร้องให้ครู ผู้กำหนดนโยบาย และชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับการศึกษาไทย
ภาพจาก: https://www.viewsonic.com/library/education/active-learning-matters/
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 249 กรกฎาคม – สิงหาคม 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/249/36/
บรรณานุกรม
Aghaziarati, A. & Nejatifar, S. & Abedi, A. (2023). Artificial Intelligence in Education: investigating teacher attitudes. AI and Tech in Behavioral and Social Sciences, 1(1): 35-42. https://doi.org/10.61838/kman.aitech.1.1.6.
Androutsos, A. & Brinia, V. (2019). Developing and Piloting a Pedagogy for Teaching Innovation, Collaboration, and Co-creation in Cecondary Education Based on Design Thinking, Digital Transformation, and Entrepreneurship. Education Sciences, 9(2): 113. https://doi.org/10.3390/educsci9020113.
Baldry, F. & Foster, C. (2019). Lesson Study Partnerships in Initial Teacher Education. In Lesson Study in Initial Teacher Education: principles and practices (pp. 147-160). Emerald Publishing Limited. https://doi.org/10.1108/978-1-78756-797-920191011
Bowen, R. S. & Flaherty, A. A. & Cooper, M. M. (2022). Investigating Student Perceptions of Transformational Intent and Classroom Culture in Organic Chemistry Courses. Chemistry Education Research and Practice, 23(3): 560-581. https://doi.org/10.1039/D2RP00010E.
Buttazzo, G. (2023). Rise of Artificial General Intelligence: risks and opportunities. Frontiers in Artificial Intelligence, 6, 1226990. https://doi.org/10.3389/frai.2023.1226990.
Casta, J. S. & Bangasan, G. C. & Mando, D. A. (2021). Contemporary Thai Primary Schools Through The Years. ASR: Chiang Mai University Journal of Social Sciences and Humanities, 7(1). https://doi.org/10.12982/cmujasr.2020.001.
Deák, C. & Kumar, B. & Szabó, I. & Nagy, G. & Szentesi, S. (2021). Evolution of New Approaches in Pedagogy and STEM with Inquiry-based Learning and Postpandemic Scenarios. Education Sciences, 11(7): 319. https://doi.org/10.3390/educsci11070319.
Frey, C. B. & Osborne, M. A. (2017). The Future of Employment: how susceptible are jobs to computerization? Technological Forecasting and Social Change,
114 : 254-280.
Göktaş, O. (2020). Effectiveness of Teaching Mathematical Problem-Solving Strategies to Students with Mild Intellectual Disabilities. Turkish Journal of Computer and Mathematics Education (TURCOMAT), 11(2): 361-385. https://doi.org/10.16949/turkbilmat.662461.
Halász, G. & Thant Sin, K. K. (2023). Using School–university Partnerships as a Development Tool in Low-income Countries: the case of myanmar. Journal of International Development, 35(6): 1389-1406. https://doi.org/10.1002/jid.3732.
Hallinger, P. & Kantamara, P. (2000). Educational Change in Thailand: opening a window onto leadership as a cultural process. School Leadership & Management, 20(2): 189-205. https://doi.org/10.1080/13632430050011425.
Lujan, H. L. & DiCarlo, S. E. (2006). Too Much Teaching, Not Enough Learning: what is the solution?. Advances in physiology education, 30(1): 17-22. https://doi.org/10.1152/advan.00061.2005.
McKinsey Global Institute. (2023). How Automation is Shaping the Future of Work. McKinsey & Company. Retevied September 3, 2024, from https://www.mckinsey.com/featured-insights/themes/how-automation-is-shaping-the-future-of-work.
Muqeem, A. & Arshad, S. & Sajid, S. & Ahmad, A. (2022). Skills and Attitudes of Students which Affect Fostering of Critical Thinking in Undergraduate Medical Students. Pakistan Armed Forces Medical Journal, 72(5): 1711-15.
OECD. (2023). Education at a Glance 2023: OECD Indicators. OECD Publishing, Paris.
Park, W. & Kwon, H. (2024). Implementing artificial intelligence education for middle school technology education in Republic of Korea. International journal of technology and design education, 34(1): 109-135. https://doi.org/10.1007/s10798-023-09812-2.
Popenici, S. A. & Kerr, S. (2017). Exploring the Impact of Artificial Intelligence on Teaching and Learning in Higher Education. Research and Practice in Technology Enhanced Learning, 12(1): 22. https://doi.org/10.1186/s41039-017-0062-8.
Salman, S. M. A. & Taheer, T. B. & Memon, S. S. & Iqbal, Z. & Yahya, U. & Khan, U. (2023). Comparative Perception of Undergraduate Medical and Dental Students between Case-Based Learning and Problem-Based Learning in Karachi. Pakistan Journal of Medical & Health Sciences, 17(03): 742-742. https://doi.org/10.53350/pjmhs2023173742.
Sart, G. & Yildiz, O. (2022). Digitalism and Jobs of the Future. In Digital Transformation and Internationalization Strategies in Organizations (pp. 1-20). IGI Global.
Satienchayakorn, N. & Jimarkon, P. (2024). An Analysis of Agency in Thai Education Policy: A Corpus-Driven Approach. rEFLections, 31(1): 139-164.
Schleicher, A. (2015). Schools for 21st-Century Learners: Strong Leaders, Confident Teachers, Innovative Approaches. International Summit on the Teaching Profession. OECD Publishing. 2, rue Andre Pascal, F-75775 Paris Cedex 16, France.
Schwab, K. (2016). The Fourth Industrial Revolution (First US edition). New York: Crown Business.
Suwanphithak, W. & Ruwicha, C. & Chuppunnarat, Y. (2023). Problems and Expectations of Students Regarding the Management of Learning in the Subjects of Thai Music Theory and History within the Thai Undergraduate Music Education Curriculum. Malaysian Journal of Music, 12(2): 1-17.
World Economic Forum. (2020). The Future of Jobs Report 2020. Geneva. Retrieved september 3, 2024, from https://www.weforum.org/publications/the-future-ofjobs- report-2020/.
จีระวรรณ เกษสิงห์ และ ณภัทร วอนศิริ. (2563) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านการออกแบบเชิงวิศวกรรม เรื่อง วิกฤตน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี: การสร้างยอยกปลาที่ช่วย ผ่อนแรง. นิตยสาร สสวท. 48(224): 42-46. https://emagazine.ipst.ac.th/224/42/.
