เริ่มต้นกับการเรียนรู้ เพื่อการเรียนรู้ (Learning to Learn)
ผู้อ่านอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับการให้ความสำคัญของการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ (Learning to Learn) สำหรับนักเรียนและบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้กำลังอยู่ในระบบการศึกษากันมาบ้างแล้ว ทราบหรือไม่ว่าการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้คืออะไร สำคัญอย่างไร และเราควรเริ่มต้นพัฒนาความสามารถนี้อย่างไร มาลองพิจารณาสถานการณ์ 3 ตัวอย่างในบทความนี้
สถานการณ์แรก การเรียนคณิตศาสตร์ของสาธิต
สาธิตเป็นนักเรียนระดับมัธยมปลาย มีปัญหาด้านการเรียนคณิตศาสตร์ เขาพยายามจำสูตรคณิตศาสตร์ แต่ก็มักจะลืมสูตรหลังจากพยายามจำไม่นานนัก และยิ่งไปกว่านั้นเขาประยุกต์ใช้สูตรกับโจทย์ปัญหาไม่ได้ มักรอให้อาจารย์อธิบายและยังคงพึ่งพาความจำในการเรียนคณิตศาสตร์อย่างเดิม

ต่อมา สาธิตได้พัฒนาวิธีการเรียน และครูก็มีส่วนช่วยชี้แนะวิธีการเรียนให้เขา เช่น สะท้อนคิดวิธีการเรียนของตนเองที่เคยใช้แล้วสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์และลองใช้แนวทางนั้นในการเรียน ฝึกทำโจทย์คณิตศาสตร์บ่อยๆ และหลากหลายจนเกิดความชำนาญ ลองเชื่อมโยงแนวคิดของคณิตศาสตร์เข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน แนวทางเหล่านี้ช่วยทำให้สาธิตเข้าใจแนวคิดคณิตศาสตร์ดังกล่าวอย่างลึกซึ้งและนำไปใช้แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้
สถานการณ์ที่สอง การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ของครูสุนิสา
ครูสุนิสาเป็นครูระดับประถมศึกษาที่เปิดรับแนวทางการสอนใหม่ๆ เสมอ ต่อมา โรงเรียนได้นำเทคโนโลยีกระดานอัจฉริยะ (Interactive Whiteboard) มาใช้ในห้องเรียน ซึ่งเป็นสิ่งใหม่สำหรับครูสุนิสา
ครูสุนิสาจึงพัฒนาตนเองให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในชั้นเรียนของเธอ โดยใช้แนวทางต่างๆ เช่น การลงเรียนเกี่ยวกับการใช้กระดานอัจฉริยะ ลองใช้กระดานอัจฉริยะด้วยวิธีการต่างๆ แล้วดูผลลัพธ์จากนักเรียน ทั้งการมีส่วนร่วมและผลลัพธ์การเรียนรู้ จากนั้นนำไปปรับปรุงแนวทางการใช้กระดานอัจฉริยะ ลองประยุกต์ใช้กระดานอัจฉริยะเข้ากับแผนการสอนที่มีอยู่แล้วเพื่อให้แผนการสอนเดิมส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีขึ้น

สถานการณ์ที่สาม การเรียนรู้งานใหม่ของสราลี
สราลีทำงานเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ปัจจุบันสายงานนี้เริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ สราลีตัดสินใจว่าเธอจะลองเปลี่ยนสายงานไปเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์แทน ซึ่งสายงานนี้กำลังเป็นที่ต้องการสูงและตลาดงานยังเปิดกว้าง
การเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์กับการเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์ใช้ทักษะพื้นฐานในการทำงานแตกต่างกัน การที่สราลีจะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนสายงานเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์นั้น สราลีได้พัฒนาความรู้ความสามารถใหม่ของเธอในแนวทางต่างๆ เช่น ลงเรียนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ เกี่ยวกับการเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์ วางแผนการเรียนรู้ของตนเองที่เป็นไปได้จริง โดยมีการกำหนดเป้าหมายและเวลาที่จะใช้ในการฝึกฝนทักษะใหม่ ใช้เทคนิคการเรียนรู้เพื่อให้สามารถคงความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การฝึกฝน การทำซ้ำๆ การทำงานในสถานการณ์ที่หลากหลาย
สถานการณ์ทั้งสามดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ผู้อ่านอาจจะพบสถานการณ์ในชีวิตจริงที่แตกต่างหลากหลายซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับความท้าทายที่ต้องอาศัยการพัฒนาการเรียนรู้ ทั้งนี้ แนวทางการจัดการในสถานการณ์ของสาธิต ครูสุนิสา และสราลี ล้วนมีแนวคิดพื้นฐานมาจากการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ (Learning to Learn) นั่นเอง
สภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้ให้นิยามของการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ไว้ดังนี้
“การเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้” คือความสามารถในการมุ่งมั่นและพยายามในการเรียนรู้ การบริหารจัดการการเรียนรู้ของตนเอง รวมทั้งการจัดการเวลาและข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งแบบการเรียนรายบุคคลและรายกลุ่ม สมรรถนะนี้รวมถึงการตระหนักรู้ในกระบวนการเรียนรู้และความต้องการในการเรียนรู้ของตนเอง การหาโอกาสในการเรียนรู้ที่หลากหลายและความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคเพื่อให้การเรียนรู้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ความสามารถยังหมายถึง การรับ รวบรวม และประมวลความรู้และทักษะใหม่ๆ รวมถึงการแสวงหาและใช้คำแนะนำจากผู้อื่น การเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้กระตุ้นผู้เรียนให้สร้างความรู้จากความรู้เดิมและประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาเพื่อนำไปใช้และประยุกต์ความรู้และทักษะในบริบทที่หลากหลายทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ในการศึกษา หรือการฝึกอบรม แรงจูงใจและความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อสมรรถนะของบุคคลนี้ (แปลจาก European Parliament and the Council of the European Union, 2006, p.16).
หน่วยงานที่ทำงานทางด้านการศึกษาระดับโลก ได้แก่ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) ต่างก็ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ (Learning to Learn) โดยให้ความเห็นว่า ทุกคนควรได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถนี้ เนื่องจากมนุษย์จะต้องเผชิญกับความรู้ใหม่ๆ เสมอ มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถดังกล่าวในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง (OECD, 2019; Scott, 2015) นอกจากนั้น OECD (2019) ได้ระบุว่าในแง่มุมของนักเรียน นักเรียนควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง เป็นผู้ตัดสินใจว่าพวกเขาจะเรียนรู้อะไร และรวมไปถึงว่าเรียนรู้อย่างไร
สภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (European Parliament and the Council of the European Union) (2006) ได้บรรจุการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ไว้เป็น 1 ใน 8 สมรรถนะที่ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนมี เพื่อให้สามารถรับมือกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการเชื่อมโยงทั่วถึงกัน นอกจากนี้ แนวคิดของการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ได้ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนระดับประเทศในหลายๆ ประเทศ เช่น สเปน อิตาลี ไซปรัส โปรตุเกส ออสเตรีย ฟินแลนด์ อังกฤษ เคนยา และ ออสเตรเลีย (Australian Curriculum, Assessment and Reporting Authority, (n.d.); Hoskins & Fredriksson, 2008; UNESCO International Bureau of Education, 2018)

จากนิยามของการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ดังกล่าวจะพบว่า การเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้นั้นเกี่ยวข้องกับหลากหลายองค์ประกอบรวมไปถึงการเรียนรู้ของตนเอง แรงจูงใจในการเรียนรู้ และแนวทางการเรียนรู้
การเรียนรู้ของตนเอง
การพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้อาจเริ่มต้นจากการพัฒนาการรู้คิด (Metacognition) ซึ่งมีกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของตนเอง โดย Schraw และ Moshman (1995) ได้เสนอกรอบแนวคิดของการรู้คิดซึ่งมีการอ้างถึงอย่างแพร่หลาย โดยมี 2 องค์ประกอบหลักดังนี้
1. ความรู้ความเข้าใจของตนเอง (Knowledge of Cognition) ซึ่งหมายรวมถึงการที่ตนเองเข้าใจตนเองในฐานะผู้เรียนรู้ เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง เข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งในการเรียนรู้ของตนเอง ทราบสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ตนเองเรียนรู้ได้ดี และวิธีที่ตนเองใช้ในการเรียนรู้
2. การกำกับความรู้ความเข้าใจของตนเอง (Regulation of Cognition) ซึ่งหมายรวมถึง
- การตระหนักรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ของตนเอง กล่าวคือ ตระหนักว่าตนเองใช้แนวทางใดในการเรียนรู้ หรือกำลังใช้วิธีการเรียนรู้ใดในการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
- การประเมินการเรียนรู้ของตนเอง กล่าวคือ ประเมินว่าตนเองเข้าใจสิ่งที่กำลังเรียนรู้นั้นหรือไม่อย่างไร หรือแนวทางที่ใช้ในการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และ
- การวางแผนการเรียนรู้ของตนเอง กล่าวคือ วางแผนว่าควรจะใช้แนวทางใดในการเรียนรู้เพื่อให้ตนเองประสบความสำเร็จในการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาสถานการณ์การเรียนคณิตศาสตร์ของสาธิตผ่านกรอบแนวคิดของการรู้คิด พบว่าสาธิตมีการสะท้อนแนวคิดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของตนเอง วิเคราะห์แนวทางการเรียนรู้ที่เคยใช้แล้วสำเร็จ มีการกำกับการเรียนรู้ของตนเองโดยฝึกทำโจทย์คณิตศาสตร์ ประเมินตนเองว่าทำโจทย์จนเกิดความชำนาญแล้วหรือไม่ และหาแนวทางที่จะทำให้ตนเองเข้าใจโจทย์คณิตศาสตร์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ สาธิตอาจจะพิจารณาใช้แนวทางตามกรอบความคิดการรู้คิดอื่นเพิ่มเติม เช่น หากการแก้โจทย์นั้นไม่สำเร็จ สาธิตอาจจะระลึกได้ว่าควรใช้วิธีการใหม่ในการแก้โจทย์ หรือหากไม่มีวิธีการอื่นในการแก้ปัญหา สาธิตอาจจะต้องหาตัวช่วยอื่น เช่น ถามเพื่อน หรือครู รวมทั้งเรียนรู้ว่าวิธีการใหม่ดังกล่าวสามารถแก้ไขโจทย์ปัญหาได้อย่างไร เพื่อนำไปใช้ในสถานการณ์โจทย์ที่คล้ายกันในโอกาสต่อไป
แรงจูงใจในการเรียนรู้
อีกองค์ประกอบที่สำคัญต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้คือ แรงจูงใจ (Motivation) ในการเรียนรู้ของตนเอง Cook และ Artino (2016) ได้วิเคราะห์ทฤษฎีที่เกี่ยวกับแรงจูงใจในการเรียนรู้หลากหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีความคาดหวังและการให้คุณค่า (Expectancy-Value Theory) ทฤษฎีการอนุมานสาเหตุ (Attribution Theory) ทฤษฎีปัญญาทางสังคม (Social-Cognitive Theory) และได้สรุปว่าทฤษฎีต่างๆ เหล่านั้น กล่าวถึงแนวคิดพื้นฐานของแรงจูงใจในการเรียนรู้ 4 ด้านใหญ่ๆ ด้วยกัน กล่าวคือ
1. ด้านความสามารถ (Competence) ผู้เรียนอาจมีคำถามต่อตนเอง เช่น ฉันสามารถเรียนรู้สิ่งนี้ได้ไหม กล่าวคือ ความเชื่อเกี่ยวกับความสามารถในการเรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของผู้เรียนส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้
2. ด้านคุณค่า (Value) ผู้เรียนอาจถามตัวเองว่า ทำไมถึงควรเรียนรู้เรื่องนี้ เรื่องนี้ดีอย่างไร กล่าวคือ หากผู้เรียนเห็นคุณค่าของการเรียนรู้เรื่องหนึ่งๆ ผู้เรียนอาจมีแนวโน้มที่จะมีแรงจูงใจในการเริ่มเรียนรู้เรื่องนั้นๆ
3. ด้านการอนุมานสาเหตุ (Attribution) ผู้เรียนอาจสร้างคำอธิบายของตนเองเกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่องหนึ่งๆ เช่น เรียนรู้เรื่องนี้ได้สำเร็จเพราะอะไร หากผู้เรียนสามารถควบคุมสิ่งที่อนุมานว่าทำให้การเรียนรู้สำเร็จได้อาจจะส่งผลต่อแรงจูงใจของผู้เรียนในการเรียนรู้ในเรื่องนั้น
4. ด้านปัญญาและสังคม (Social and Cognitive Elements) แรงจูงใจในการเรียนรู้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้เรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวกับสังคมรอบข้างของผู้เรียน คนที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ด้วยล้วนส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้

หากย้อนกลับไปที่สถานการณ์ของการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ของครูสุนิสา การที่ครูสุนิสามีแรงจูงใจในการเรียนรู้นั้น ครูสุนิสาอาจจะมีความเชื่อในความสามารถของตนเองว่าสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น กระดานอัจฉริยะได้ และมองเห็นคุณค่าว่าหากได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระดานอัจฉริยะจะสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ดีขึ้น มีประโยชน์มากขึ้น จากการที่ครูสุนิสาเปิดรับที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ครูสุนิสาอาจมีแนวคิดว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่ต้องทำอย่างไรบ้างและน่าจะไม่เกินความสามารถของตนเอง และนอกจากนั้น การที่โรงเรียนมีการใช้กระดานอัจฉริยะในห้องเรียน อาจหมายความว่าโรงเรียนมีความคาดหวังให้ครูใช้กระดานนี้เป็น รวมทั้งครูคนอื่นๆ ในโรงเรียนที่ครูสุนิสามีปฏิสัมพันธ์ด้วยก็อาจจะกำลังเรียนรู้การใช้กระดานนี้อยู่เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ของครูสุนิสา
อย่างไรก็ตาม แม้ Cook และ Artino (2016) ได้สรุปเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานของแรงจูงใจในการเรียนรู้ 4 ด้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนรู้จะต้องมีแนวคิดพื้นฐานดังกล่าวครบทั้ง 4 ด้าน จึงจะเกิดแรงจูงใจและเริ่มต้นการเรียนรู้ ผู้เรียนรู้อาจมีแนวคิดดังกล่าวเพียงหนึ่งด้านก็อาจเกิดเป็นแรงจูงใจในการเรียนรู้แล้วก็เป็นได้
แนวทางการเรียนรู้
ในการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้นอกจากการมีความเข้าใจและกำกับการเรียนรู้ของตนเอง และการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้แล้ว การใช้หรือหาแนวทางในการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองและสิ่งที่จะเรียนรู้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่ง ผู้อ่านอาจมีแนวทางในการเรียนรู้ของตนเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ลองมาทำความรู้จักแนวทางการเรียนรู้ต่อไปนี้ ซึ่งผู้อ่านอาจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ของตนเองได้ต่อไป
- การทำซ้ำ: ศึกษาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ซ้ำเป็นระยะ โดยเพิ่มระยะห่างของเวลาเรื่อยๆ
- การแทรกสลับ: นำสิ่งที่เรียนรู้ในหลายๆ หัวข้อมาผสมกัน แล้วสุ่มเลือกอธิบายหัวข้อเหล่านั้นแทรกสลับไปมา
- การสืบสวน: ใช้คำถาม ทำไม และอย่างไร เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนรู้ รวมทั้งตอบคำถามเหล่านั้นด้วยตนเอง
- การใช้ภาษาของตนเอง: อธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนรู้ด้วยภาษาของตนเอง
- แผนผังความคิด: สร้างแผนผังความคิดของตนเองเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนรู้
- การจัดกลุ่ม: จัดกลุ่มข้อมูลในการเรียนรู้เป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
- ตัวช่วยความจำ: ใช้ตัวช่วยความจำ เช่น อักษรย่อ หรือคำคล้องจอง
- การทดสอบ: ฝึกทดสอบตนเองเพื่อจะได้ทราบว่ายังมีจุดไหนที่ยังไม่เข้าใจ
- การสอนเพื่อน: นำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปสอนผู้อื่น

หากย้อนกลับไปที่สถานการณ์การเรียนรู้งานใหม่ของสราลี สราลีอาจต้องพึ่งพาแนวทางในการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้เรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำไปใช้ในการทำงานจริงได้ รวมทั้งใช้เวลาในการพัฒนาความสามารถดังกล่าวในระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป
เมื่อถึงตอนนี้ ผู้อ่านอาจได้แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ ทั้งทางด้านการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของตนเองผ่านการรู้คิด (Metacognition) และการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ผ่านแนวคิดพื้นฐานของแรงจูงใจทั้ง 4 ด้านดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการเรียนรู้เบื้องต้นไปแล้ว ในฐานะผู้เรียน (ทั้งในและนอกระบบการศึกษา) ครู หรือนักการศึกษาอาจประยุกต์ใช้ความรู้ดังกล่าวทั้งในการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ของตนเอง และยังอาจใช้แนวคิดดังกล่าวส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนหรือผู้อื่นได้เช่นกัน
หมายเหตุ: ในการเขียนบทความนี้ (รวมทั้งภาพประกอบที่ใช้) ผู้เขียนได้ดำเนินการโดยการทำงานร่วมกันกับ AI Gemini โดยผู้อ่านอาจจะติดตามเบื้องหลังการทำงานในการเขียนบทความนี้ ในบทความ “ร่วมมือกับ AI Gemini ในการเขียนบทความทางวิชาการ”
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 250 กันยายน - ตุลาคม 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/250/4/
บรรณานุกรม
Australian Curriculum, Assessment and Reporting Authority. Personal and Social Capability. Retrieved July 31, 2024, from https://www.australiancurriculum.edu.au/ f-10-curriculum/general-capabilities/personal-and-social-capability/.
Cook, D. A. & Artino Jr, A. R. (2016). Motivation to Learn: an overview of contemporary theories. Medical education, 50(10): 997-1014.
European Parliament and the Council of the European Union. (2006). Recommendation of the European Parliament and of the Council of 18 December 2006 on Key Competences for Lifelong Learning. Official Journal of the European Union, 394(December): 10-18.
Hoskins, B. & Fredriksson, U. (2008). Learning to Learn: what is it and can it be measured?. European Commission JRC.
OECD. (2019). Learning Compass 2030 Concept Note. https://www.oecd.org/education/2030-project/teaching-and-learning/learning/learning-compass-2030/.
Schraw, G. & Moshman, D. (1995). Metacognitive theories. Educational Psychology Review, 7: 351–371.
Scott, C. L. (2015). The Futures of Learning 2: what kind of learning for the 21st century? UNESCO Education Research and Foresight, Paris. [ERF Working Papers Series, No. 14.
UNESCO International Bureau of Education. (2018). Comparative analysis of the national curriculum frameworks of five countries: Brazil, Cambodia, Finland, Kenya and Peru. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000263831.
