ปลาหมอคางดำเอเลียนสปีชีส์สอนผู้เรียนให้เข้าใจภัยคุกคามจากธรรมชาติ
ปลาหมอคางดำเอเลียนสปีชีส์สอนผู้เรียนให้เข้าใจภัยคุกคามจากธรรมชาติ
ปัญหาการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่กำลังคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศดั้งเดิมของประเทศไทย ปัจจุบันมีรายงานว่าพบชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในประเทศไทยกว่า 3,500 ชนิด และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ปลาหมอคางดำเป็นอีกหนึ่งชนิดพันธุ์ที่กลายเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของปลาชนิดนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงและเกษตรกรอย่างมาก
การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพอันดับสองรองจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ สหประชาชาติจึงได้มีการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity; CBD) ซึ่งเป็นการตกลงระหว่างประเทศฉบับแรกที่มีความพยายามอย่างมากในการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญานี้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2535 และเป้าหมายไอจิที่ 9 (Aichi Biodiversity Target 9) ที่กำหนดไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2563 ต้องจำแนก ระบุ และจัดลำดับความสำคัญของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานและเส้นทางแพร่กระจาย ควบคุม หรือกำจัดชนิดพันธุ์ที่มีลำดับความสำคัญสูง และดำเนินมาตรการเพื่อจัดการเส้นทางแพร่กระจายเพื่อป้องกันการนำเข้าและการตั้งถิ่นฐานรุกราน โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยประสานงานกลางแห่งชาติได้ดำเนินการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลในทุกแผนการจัดการที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศเพื่อประมวลผลและจัดทำแผนการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีลำดับความสำคัญสูงของประเทศไทย โดยได้ให้คำจำกัดความของ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีลำดับความสำคัญสูง“ หมายถึง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานที่มีลำดับความสำคัญตามเกณฑ์การจัดลำดับความสำคัญของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีลำดับความสำคัญสูงที่ต้องมีการจัดการอย่างเร่งด่วน

ภาพ 1 ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกรานที่มีลำดับความสำคัญสูงของประเทศไทย
ที่มา : กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
บทความนี้เป็นการเสริมความรู้เรื่องการรุกรานของปลาหมอคางดำ และแนวทางการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ให้กับผู้เรียน โดยหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา เล่ม 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2561 ได้กล่าวถึงเนื้อหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 25
ปลาหมอคางดำ (Oreochromis mossambicus) ถือเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) ที่กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบนิเวศทางน้ำของประเทศไทยอย่างรุนแรง การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของปลาชนิดนี้ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของชุมชนที่พึ่งพิงแหล่งน้ำเป็นอย่างมาก มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา พบตั้งแต่ประเทศมอริเตเนียไปจนถึงประเทศคาเมอรูน มีรายงานการนำเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป
ลักษณะทางชีววิทยา
รูปร่างสัณฐาน : เป็นปลาในวงศ์ปลาหมอสีที่มีลักษณะโดดเด่น และเป็นที่มาของชื่อเรียก โดยเฉพาะบริเวณใต้คางจะมีสีดำเข้มตัดกับสีตัวที่ค่อนข้างอ่อนกว่าทำให้สังเกตได้ง่าย ปลาชนิดนี้มีลักษณะภายนอกเมื่อระยะวัยอ่อนจะคล้ายคลึงกับปลาหมอเทศ เมื่อโตเต็มวัยจะสังเกตได้ชัดขึ้น ปลาหมอคางดำขนาดโตเต็มวัยอาจมีขนาดลำตัวยาวถึง 20.32 เซนติเมตร หรือมากกว่า ขนาดที่พบทั่วไป 17.5 เซนติเมตร มีขนาดความยาวสูงสุด 28 เซนติเมตร ขนาดแรกเริ่มสืบพันธุ์ 13.2 เซนติเมตร (fishbase, 2017) เป็นปลาที่ทนต่อความเค็มในช่วงกว้างตั้งแต่ 0–30 ส่วนในพันส่วน (ppt) การจำแนกเพศของปลาหมอคางดำจากภายนอกไม่ชัดเจน เมื่อโตเต็มวัยปลาหมอคางดำเพศผู้จะมีสีดำบริเวณหัวและบริเวณแผ่นปิดเหงือกมากกว่าเพศเมีย

ภาพ 2 ภาพเปรียบเทียบลักษณะภายนอกปลาหมอคางดำและปลานิล
ที่มา : https://www.thaipost.net/environment-news/622863/
ปลาหมอคางดำ และปลานิล เป็นปลาสองชนิดที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกันบ่อยครั้ง เนื่องจากทั้งสองชนิดมีรูปร่างคล้ายคลึงกัน และมักพบในแหล่งน้ำจืดของประเทศไทย แต่แท้จริงแล้วทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
การสืบพันธุ์ : ปลาชนิดนี้สามารถผสมพันธุ์วางไข่ได้ตลอดทั้งปี จากการสังเกตที่พบลูกปลาขนาดเล็กได้ทั้งปี และมีอัตราการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ที่รวดเร็ว สามารถวางไข่ได้จำนวนมากและบ่อยครั้ง ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งในน้ำเค็มและน้ำจืด ไข่สีส้มมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5–4.5 เซนติเมตร พ่อแม่มีการผสมพันธุ์บริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง เป็นปลาประเภทที่พ่อแม่มีการดูแลลูก (Parental Care) จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลต่ออัตรารอดตายที่สูง ระยะเวลาฟักไข่เฉลี่ย 14 วัน สามารถขยายจำนวนประชากรได้เป็นสองเท่าภายในระยะเวลา 1.4–4.4 ปี
อาหาร : ชอบหากินบริเวณพื้นท้องน้ำในธรรมชาติ กินพืช แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ กุ้ง ปู หอย ปลา และไข่ปลาเป็นอาหาร เนื่องจากปลาหมอคางดำมีระบบย่อยอาหารที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกินได้หลากหลาย มีอัตราการเผาผลาญสูง ทำให้สามารถย่อยอาหารได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้มันต้องการอาหารในปริมาณมากเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ความก้าวร้าว : ปลาหมอคางดำมีพฤติกรรมการล่า ก้าวร้าวต่อปลาชนิดอื่น โดยเฉพาะปลาขนาดเล็ก ทำให้ปลาท้องถิ่นหลายชนิดลดจำนวนลงหรือสูญพันธุ์ไป
การแพร่ระบาดปลาหมอคางดำในประเทศไทย
ในประเทศไทย ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาจากกานาเมื่อ พ.ศ. 2553 โดยบริษัทเอกชนเพื่อทดลองเลี้ยง โดยได้รับอนุญาตจากกรมประมง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะมีการแจ้งเหตุความเสียหายต่อกรมประมงไปแล้ว แต่เมื่อ พ.ศ. 2555 กรมประมงได้รับรายงานการแพร่กระจายเป็นครั้งแรกในพื้นที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ปี พ.ศ. 2566 ปลาหมอคางดำเป็นสายพันธุ์ที่ถูกห้ามนำเข้ามาในประเทศ จากการสำรวจพบว่าปลาชนิดนี้กำลังแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วในภาคกลาง โดยพบมากเป็นพิเศษในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ และยังมีรายงานการพบเห็นที่จังหวัดชุมพรด้วย
ปี พ.ศ. 2567 ปลาหมอคางดำกลายเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากพบการระบาดรุนแรงในหลายพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและกุ้งจำนวนมาก รัฐบาลประกาศว่าจะกำจัดปลาหมอคางดำให้สิ้นซาก หนึ่งในวิธีควบคุมประชากรปลาที่นิยมใช้คือการปล่อยปลานักล่า เช่น ปลากะพงขาว ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ การระบาดครั้งใหญ่ของปลาหมอคางดำคุกคามสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นและชนิดใกล้สูญพันธุ์บริเวณแหลมแม่พิมพ์และทะเลสาบสงขลา นอกจากนี้ ยังพบว่าปลาหมอคางดำรุกรานแหล่งน้ำในเขตชานเมืองและใจกลางกรุงเทพมหานครด้วย
ความเสียหายทางเศรษฐกิจ
มีความเสียหายต่อการประมง เนื่องจากปลาหมอคางดำกินปลาเศรษฐกิจ เช่น กุ้ง ปู ทำให้ผลผลิตทางการประมงลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวประมงและอุตสาหกรรมประมง โดยกุ้งขาว 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 120–170 บาท กุ้งก้ามกราม 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 160–350 บาท ปลานิล 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 60 บาท ในขณะที่ราคาปลาหมอคางดำ 1 กิโลกรัม 3–5 บาท นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการกำจัดปลาหมอคางดำยังต้องใช้ทั้งแรงงานและงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาระของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งแหล่งน้ำที่ถูกปลาหมอคางดำรุกรานจะสูญเสียความสวยงามและความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
มาตรการกำจัดปลาหมอคางดำของภาครัฐ
กรมประมงออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง มีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561 สำหรับสัตว์น้ำ 3 ชนิด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง หรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมาย ได้แก่ ปลาหมอคางดำ ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ และมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน จำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีทำความผิดแล้วนำไปปล่อยในที่ห้ามจับสัตว์น้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567–2568 เป็นวาระเร่งด่วน ผ่าน 5 มาตรการ ดังนี้
มาตรการที่ 1 ควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาดด้วยเครื่องมือและวิธีการต่าง ๆ เช่น ใช้อวนรุน
มาตรการที่ 2 กำจัดปลาหมอคางดำโดยปล่อยปลานักล่าเพื่อควบคุมตามธรรมชาติ เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง และอื่น ๆ ให้ตรงกับบริบทแต่ละพื้นที่
มาตรการที่ 3 นำปลาหมอคางดำที่กำจัดได้ไปใช้ประโยชน์ เช่น ใช้ทำเป็นปลาป่น เพื่อเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง สัตว์น้ำ สัตว์บก หรือแปรรูปเป็นอาหาร
มาตรการที่ 4 สำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชนให้มีระบบการแจ้งข้อมูล เก็บข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้แพร่ระบาด
มาตรการที่ 5 สร้างการรู้ ความตระหนัก ให้มีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับทุกภาคส่วน พร้อมจัดทำคู่มือแนวทางการรับมือ
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n โดยจะเปลี่ยนโครโมโซมให้ปลาหมอคางดำเป็นหมันเพื่อช่วยลดการแพร่พันธุ์ รวมถึงให้กรมประมงร่วมกับจังหวัดตั้งจุดรับซื้อปลา และประสานกับหลายหน่วยงาน ได้แก่ ประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดินในการนำปลาหมอคางดำที่จับมาได้ไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ และประสานความร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดตั้งจุดรับซื้อปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาดทุกแห่ง ซึ่งกรมประมงได้มีการรวบรวมแพปลาที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมงกับกรมประมงในพื้นที่ที่มีการระบาด 14 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา
ในการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถสร้างกิจกรรมอภิปรายในชั้นเรียนเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน สาเหตุและผลกระทบจากเหตุการณ์ในข่าว โดยหยิบยกประเด็นจากข่าวสารที่น่าสนใจ เช่น ข่าวการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำในประเทศไทย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว มีจุดประสงค์ดังนี้
1. ศึกษา วิเคราะห์ สถานการณ์จากเหตุการณ์ในข่าว
2. อธิบายสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งเสนอแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน
แนวทางทำกิจกรรมการอภิปราย
1. ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ข่าวที่เกี่ยวข้องกับปลาหมอคางดำ เช่น ความเป็นมาของการแพร่ระบาด ผลกระทบต่อชุมชนชาวประมง การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ หรือตัวอย่างความสำเร็จในการจัดการปลาหมอคางดำ โดยผู้สอนใช้หัวข้อข่าว หรือสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ และอภิปรายบทความข่าวเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น พร้อมทั้งระบุสาเหตุ ปัญหา ผลกระทบ และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ผู้สอนอาจแนะนำให้ผู้เรียนวิเคราะห์ปัญหาด้วยแผนภูมิก้างปลา (Fishbone Diagram) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา โดยเปรียบเทียบปัญหาหลักเป็นหัวปลา และสาเหตุย่อยต่าง ๆ ที่แตกแขนงออกไปเป็นก้างปลา แผนภูมินี้ช่วยให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของปัญหาและสาเหตุที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

ภาพจาก : https://psub.psu.ac.th/?p=12247
https://www.scimath.org/video-biology/item/13165-sarotherodon-melanotheron
Link วีดิทัศน์เสริมเรื่อง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่รุกราน : ปลาหมอคางดำ
ตัวอย่างข่าวที่ผู้สอนสืบค้นมาให้ผู้เรียนอภิปรายในชั้นเรียน

2. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับชีววิทยาปลาหมอคางดำ ผู้เรียนอธิบายลักษณะเด่นของปลาหมอคางดำ วิธีการแพร่พันธุ์ และความสามารถในการปรับตัว อธิบายว่าทำไมปลาหมอคางดำจึงจัดเป็นเอเลียนสปีชีส์ และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร
3. อธิบายผลกระทบของปลาหมอคางดำต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศ เช่น ปลาท้องถิ่น สัตว์น้ำอื่น ๆ และพืชน้ำ การลดลงของจำนวนปลาที่จับได้ และการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำ
4. อธิบายแนวทางการแก้ไข วิธีการจัดการปลาหมอคางดำ เช่น การจับปลา การใช้สารเคมี (ต้องระมัดระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) การปล่อยสัตว์นักล่าตามธรรมชาติ และสนับสนุนให้ผู้เรียนร่วมคิดร่วมทำในการแก้ไขปัญหา เช่น การรณรงค์ให้คนในชุมชนร่วมกันจับปลาหมอคางดำ การสร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำท้องถิ่น
5. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ เช่น การทำป้ายรณรงค์ การออกแบบโปสเตอร์ หรือการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปลาหมอคางดำ นอกจากนี้ ผู้สอนสามารถพาผู้เรียนไปศึกษาธรรมชาติจริง เช่น บ่อน้ำ หนอง หรือแม่น้ำ เพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมและผลกระทบของปลาหมอคางดำ
สรุป
การรุกรานชนิดพันธุ์ต่างถิ่นของปลาหมอคางดำเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และความจำเป็นในการวางแผนการจัดการทรัพยากรอย่างรอบคอบ หากได้นำบทเรียนนี้มาถ่ายทอดในชั้นเรียน กระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนและได้แสดงความคิดเห็นผ่านกิจกรรมอภิปรายในชั้นเรียน เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เมื่อผู้เรียนได้เห็นถึงปัญหา และมีส่วนเป็นกระบอกเสียงส่งต่อความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน ก็จะช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเองให้มีความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 250 กันยายน – ตุลาคม 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/250/50/
บรรณานุกรม
SarotherodonmelanotheronRüppell. (2017). Blackchin tilapia. Retrieved August 1, 2024, from https://fishbase.mnhn.fr/summary/Sarotherodon-melanotheron.html.
รัฐบาลไทย. (2567). นายกฯ เร่งดัน 5 มาตรการ แก้ปัญหา “ปลาหมอคางดำ” บรรเทาความเดือดร้อนปชช. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2567, จาก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/86182.
ไทยพีบีเอส. (2567). ปลาหมอคางดำระบาด กระทบปลาพื้นถิ่นหายากสะท้อนระบบนิเวศพัง. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2567, จาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/342441.
สุวิมล สี่หิรัญวงศ์. (2563). คู่มือการจัดการชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2567. จาก https://www.opsmoac.go.th/chumphon-manual-preview-441491791801.
