ผืนผ้าใบเพื่อการค้นหาและ กำหนดคำถามวิจัยในทุกชั้นเรียน
อาชีพครูถูกกำหนดไว้เป็นวิชาชีพ เนื่องจากต้องพัฒนาการปฏิบัติงานและมุ่งเน้นการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง ให้สอดรับกับความท้าทาย นโยบาย หรือทิศทางทางการศึกษาที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วให้เข้ากับบริบท หรือสภาพปัจจุบัน (Bell & Gilbert, 1994; Mayes, Rittschof, Gallant, and Martin, 2017) นั่นแสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถของครูมิได้ถูกจำกัดไว้เพียงการสอนเนื้อหา แนวคิด หรือหลักการหนึ่งๆ ซ้ำไปซ้ำมา แต่ครูเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Learning Designer) ที่สามารถออกแบบหรือปรับการเรียนรู้ให้การสอนเนื้อหา สอดคล้องหรือเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมหรือประเด็นในชีวิตประจำวันของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
ลักษณะโดดเด่นของผู้ออกแบบการเรียนรู้คือ ผู้ที่ศึกษาหาความรู้และสร้างองค์ความรู้อยู่ตลอดเวลา และเป็นครูนักวิจัย (Teacher Researcher) ที่สืบเสาะหรือทำการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของตนเอง (Scott & Lock, 2021) อย่างไรก็ดี Faikhamta et al. (2023) ได้กล่าวถึงลักษณะของครูนักวิจัยสามประการดังนี้
1) ครูที่เป็นเสมือนหมอ ที่มีความสามารถในการวินิจฉัยว่าผู้เรียนทำอะไรถึงบ่งชี้ว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ รวมไปถึงผู้เรียนยังต้องการความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนในการฝึกฝนทักษะกระบวนการด้านใดเพื่อทำให้การเรียนรู้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยครูมีความว่องไวในการวินิจฉัยว่าผู้เรียนมีความพร้อมและความเข้าใจในการเรียนรู้หรือการลงมือปฏิบัติในระดับใด หากพบว่ายังขาดความพร้อมก็สามารถปรับกิจกรรมการเรียนรู้หรือใช้กลยุทธ์ในการสนับสนุนการเรียนรู้
2) ครูที่เป็นเสมือนนักออกแบบ ที่มีความสามารถในการเลือกแนวทางการจัดการเรียนรู้ ความสามารถในการออกแบบสถานการณ์ท้าทายในการเรียนรู้ของผู้เรียน และความสามารถในการเลือกตัวแทนการเรียนรู้ที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้ผู้เรียนก้าวข้ามความยากลำบากในการเรียนรู้ (Learning Difficulty) ได้อย่างเหมาะสม หรือปรับใช้แนวคิดร่วมกับกลยุทธ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมเพื่อส่งมอบประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกันระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ที่แสดงถึงสมรรถนะเป้าหมายของผู้เรียนที่มุ่งพัฒนาวิธีและกลยุทธ์การสอนเพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และแนวทางการวัดประเมินผลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน
3) ครูที่เป็นเสมือนนักวิจัย ที่กลายเป็นแนวคิดสำคัญที่ช่วยขยายความเป็นหมอและความเป็นนักออกแบบผ่านความสามารถในการศึกษาอย่างเป็นระบบระเบียบ เมื่อวินิจฉัยพบว่าผู้เรียนต้องการความช่วยเหลือสำหรับการเรียนรู้ในลักษณะใดบ้าง การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ผู้สอนสามารถกำหนดหรือสังเคราะห์พฤติกรรมบ่งชี้ รวมไปถึงการกำหนดรูบริคระดับความสามารถได้เช่นเดียวกันกับการออกแบบการสอนแบบผสมผสานเพื่อเป้าหมายเฉพาะ และดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงหรือความเป็นไปภายใต้หัวข้อวิจัยที่ผู้สอนมุ่งศึกษา
หากกล่าวถึงการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ครูหรือผู้สอนหลายท่านมีความคุ้นเคย อาจมีโอกาสได้ทดลองทำบ้างตามโอกาส หรือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ผ่านขั้นตอนสำคัญ คือ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติการสอน (Act) การสังเกตการสอน (Observe) และการสะท้อนเกี่ยวกับการปรับปรุงการสอน (Reflect) ในลักษณะของการดำเนินงานแบบวงจรวนซ้ำจนปัญหาที่ศึกษาดังกล่าวคลี่คลายหรือเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น (Kemmis & McTaggart, 1988; Kemmis, 2007) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกลับพบว่าไม่ใช่ครูทุกคนที่จะมีความมั่นใจในการกำหนดหัวข้อวิจัยในชั้นเรียนตามลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง นำไปสู่การผลิตหัวข้อคำถามวิจัยในชั้นเรียนซ้ำ หรือบางปัญหาในชั้นเรียนนั้นได้ถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังคงคำถามวิจัยในชั้นเรียนไว้เช่นเดิม

ภาพ 1 เทมเพลต AR-CANVAS โดย ชาตรี ฝ่ายคำตา และคณะ (2567)
บทความนี้มุ่งนำเสนอเครื่องมือที่จะสนับสนุนให้ครูทุกท่านได้ลองสำรวจและกำหนดประเด็นการวิจัยในชั้นเรียนอย่างง่ายด้วยตนเอง ผ่านการใช้งานผืนผ้าใบเพื่อการค้นหาและกำหนดคำถามวิจัยในชั้นเรียน (AR-CANVAS) ดังแสดงตัวอย่างในภาพ 1 ประกอบด้วย 8 แนวคิดสำคัญที่จะช่วยฉายและเชื่อมต่อความคิดอย่างเป็นลำดับขั้นตอนจนได้มาซึ่งการกำหนดชื่อหรือหัวข้อการวิจัยในชั้นเรียน ดังนี้ 1) ปัญหาสำคัญที่พบ 2) หลักฐานเชิงประจักษ์ 3) ความยากลำบากในการเรียนรู้ 4) แนวทางแก้ปัญหา 5) นวัตกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหา 6) กลไกหรือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหา 7) ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน และ 8) ชื่อ/หัวข้อการวิจัยในชั้นเรียน โดยจะยกตัวอย่างของครูสี่ท่านเป็นกรณีศึกษาในการใช้งานผืนผ้าใบ AR-CANVAS ในลำดับต่อไป ผ่านการเติมข้อมูลใน AR-CANVAS เป็นสามส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่หนึ่ง การระบุปัญหาหลักที่พบในชั้นเรียนพร้อมหลักฐานเชิงประจักษ์ และค้นหาความยากลำบากในการเรียนรู้ของผู้เรียน ส่วนที่สอง การคลี่แนวทางแก้ปัญหา นวัตกรรมที่จะช่วยในการแก้ปัญหา และการออกแบบกำหนดกลไกนั้น และส่วนที่สาม การคิดย้อนกลับสู่การกำหนดหัวข้อหรือประเด็นการวิจัยในชั้นเรียน
ส่วนที่ 1 การระบุปัญหาหลักที่พบในชั้นเรียนพร้อมหลักฐานเชิงประจักษ์และค้นหาความยากลำบากในการเรียนรู้ของผู้เรียน
การวินิจฉัยชั้นเรียนของตนเองไม่เพียงแต่จะช่วยให้ครูพบว่านักเรียนคิดหรือใช้ความรู้อย่างไร มีระดับทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้แนวคิดหรือการประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลของครู 4 ท่านที่สอนในรายวิชาและระดับชั้นที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาเกี่ยวกับระดับทักษะการคิดของผู้เรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการให้การสนับสนุนหรือฝึกฝน แต่ไม่เพียงแค่ระบุปัญหาได้ AR-CANVAS ยังมุ่งเน้นให้ครูสามารถบ่งชี้ถึงหลักฐานหรือลักษณะการแสดงออกที่แสดงให้เห็นว่าขาดทักษะนั้นอย่างไร ก่อนจะจับกลุ่มหรือระบุลักษณะปัญหาร่วมไปสู่การได้มาซึ่งปัญหาการวิจัย
ซึ่ง AR-CANVAS ในช่องที่ 1 แสดงให้เห็นถึงปัญหาสามลำดับแรกที่สำคัญ ก่อนที่จะสรุปรวมว่าแท้จริงแล้ว “ปัญหาหลักที่จะศึกษาในครั้งนี้” คือประเด็นใด โดยระบุแนวทางการตอบหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงปัญหาเหล่านั้น ในช่องที่ 2 แสดงให้เห็นว่าครูได้ระบุว่าปัญหาหลักคือ ผู้เรียนยังขาดการคิดสร้างสรรค์อยู่ อย่างไรก็ดี ครูสามารถวิเคราะห์ความยากลำบากในการเรียนรู้ หรือการที่ผู้เรียนยังไม่สามารถทำหรือบรรลุสิ่งเหล่านั้นได้ แสดงไว้ในช่องที่ 3 เพื่อความลุ่มลึกของการแก้ปัญหาดังกล่าว ที่ไม่ใช่เพียงการระบุปัญหาได้ แต่ยังคาดการณ์ถึงสาเหตุหรือที่มาของปัญหานั้นๆ เพื่อนำไปสู่การคิดหรือเสาะหาแนวทางการแก้ไขต่อไป
ครูเอ (นามสมมติ) สอนรายวิชาฟิสิกส์ ชั้น ม.5 เกี่ยวกับสมบัติของคลื่น พบว่าในช่วงท้ายของแต่ละบทเรียนจะล้วงความเข้าใจของผู้เรียนว่าสามารถนำความรู้ แนวคิด หรือหลักการในบทนั้นๆ ไปประยุกต์ใช้อย่างไรในชีวิตประจำวันเป็นระยะๆ และสังเกตพบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่บอกประโยชน์หรือการประยุกต์ใช้แนวคิดอย่างผิวเผิน โดยเชื่อมต่อจากคำนั้น เช่น ประโยชน์ของเสียงคือการทำเครื่องดนตรี แต่เป็นเครื่องดนตรีจากประสบการณ์เดิมที่ตนเองเรียนในปีนั้นหรือปีก่อนหน้า อย่างเช่น อังกะลุง พอขยายผลไปถึงธุรกิจเกี่ยวกับเสียงก็จะได้คำตอบเกี่ยวกับห้องซ้อมดนตรี และเลือกตอบในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน
ครูบี (นามสมมติ) สอนรายวิชาสังคม ชั้น ม.4 เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ในทุกปีจะพบปัญหาลักษณะเดิมคือ ผู้เรียนยังไม่เข้าใจการประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับอิทธิพลของสภาพภูมิศาสตร์ทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เมื่อถามซักไซร้ไล่เรียงจะพบว่าผู้เรียนเข้าใจว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมคือปัญหาเกี่ยวกับขยะหรือมลพิษ หรือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน/ภาวะโลกรวนคือโฟมหรือสารซีเอฟซี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงชุดข้อมูลเก่า ในขณะที่ครูเชื่อมั่นว่าการนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมาเป็นประเด็นในการนำอภิปราย กลับพบว่าผู้เรียนมุ่งเน้นไปที่มิติด้านสังคม เช่น สมรสเท่าเทียม หรือที่จอดรถคนพิการ และขาดการเชื่อมต่อกลับมายังประเด็นในชั้นเรียนภูมิศาสตร์ จึงได้ระบุว่าจากปัญหาสำคัญข้างต้น การพัฒนาการคิดวิเคราะห์จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ เลือกใช้ เชื่อมโยง และอนุมานความรู้ในชั้นเรียนกับประเด็นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตาราง 1 การระบุปัญหาที่พบในชั้นเรียนสู่การวิเคราะห์ความยากลำบากในการเรียนรู้
ครูซี (นามสมมติ) สอนรายวิชาภาษาไทย ชั้น ม.6 เกี่ยวกับวรรณคดี พบว่าส่วนใหญ่ผู้เรียนไม่สามารถวิพากษ์ความหมายหรือคุณค่าวรรณคดีที่ได้รับเลือกให้มาศึกษาในแต่ละระดับขั้น เพราะผู้เรียนไม่รู้สึกถึงการมีส่วนร่วมหรือการเชื่อมต่อการใช้บทเรียน หรือแนวทาง หรือข้อคิดที่ได้จากเรื่องราวเหล่านั้นในชีวิตประจำวันของตน ที่อาจมีบริบทที่ต่างออกไปทั้งยุคสมัยหรือช่วงเวลา วัฒนธรรมที่มีความเป็นสากลในปัจจุบัน รวมถึงขนบธรรมเนียมบางอย่างที่ยกเลิกไปแล้ว เช่น กลอนเสภาขุนช้างถวายฎีกา ที่มีพื้นที่ให้ผู้เรียนได้คิดวิพากษ์ หรือมีพื้นที่เพียงพอที่ผู้เรียนได้สร้างพื้นที่ของการโน้มน้าวให้เห็นด้วย หรือมีจุดยืนที่แตกต่างผ่านมุมมองตัวละครในเรื่อง แต่กลับพบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่มุ่งตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถบอกเหตุผลเชิงลึกของการตัดสินใจหรือลงข้อสรุปแต่ละครั้งได้ ไม่สามารถแสดงแง่มุมที่แตกต่างจากความคิดแรกของตนเองได้ โดยรวมแล้วบ่งชี้ถึงพฤติกรรมย่อยของกลุ่มทักษะการคิดวิจารณญาณ จึงได้สรุปเป็นปัญหาหลักเกี่ยวกับการพัฒนาการคิดวิจารณญาณให้ผู้เรียน
ครูดี (นามสมมติ) สอนรายวิชาคณิตศาสตร์ ชั้น ป.4 เกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตในชีวิตประจำวัน พบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงยังไม่สามารถประยุกต์ใช้รูปทรงเรขาคณิตในการสร้างรูปร่างบรรจุภัณฑ์ของเหลวในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการใช้สอยพื้นที่อย่างคุ้มค่า การจัดสรรการใช้ปริมาตรของตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องมาจากการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการประกอบรูปร่างเรขาคณิตพื้นฐานเข้าด้วยกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการออกแบบรูปร่างหรือรูปทรงนั้นๆ ให้ตอบโจทย์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด จึงสรุปไปสู่ปัญหาหลักที่จะดำเนินการศึกษาคือ การพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียน
ส่วนที่ 2 การคลี่แนวทางแก้ปัญหา นวัตกรรมที่จะช่วยในการแก้ปัญหา และการออกแบบกำหนดกลไก
การพัฒนาวิชาชีพจำนวนไม่น้อยมุ่งใช้หรือบูรณาการนวัตกรรมทางการศึกษา กลยุทธ์วิธีสอน หรือแนวคิดทางการศึกษาต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมผู้เรียนหรือแก้ปัญหาที่ผู้เรียนกำลังเผชิญอยู่ให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ AR-CANVAS มุ่งเน้นให้ครูนักออกแบบหรือผู้สอนได้คิดย้อนไปสู่การเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะช่วยให้ผู้เรียนก้าวข้ามความยากลำบากในการเรียนรู้ และมุ่งไปสู่การส่งเสริมทักษะหรือสมรรถนะในชั้นเรียนของตนเอง ก่อนที่จะกำหนดหรือเลือกนวัตกรรมทางการศึกษาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางแก้ปัญหานั้น เพื่อนำไปสู่การคลี่กลไกการใช้งานนวัตกรรมต่างๆ ข้างต้นภายใต้แนวคิดการดำเนินการโดยสังเขป ดังแสดงในภาพ 2 ที่แสดงถึงการกำหนดกลไกที่แตกต่างกันระหว่างสี่ชั้นเรียนข้างต้น
ครูเอ ได้เลือกใช้คำถามซักไซร้ไล่เรียงในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ให้ผู้เรียน แต่ก็คำนึงถึงความเชื่อของผู้เรียนที่ส่วนใหญ่มักคิดว่าเมื่อพบแนวทางแก้ปัญหาหนึ่งแล้วจะเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวถูกต้องที่สุด จึงเตรียมกิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนฝึกฝนการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมในลักษณะที่แตกต่างกัน 7 ลักษณะ ผ่านแนวคิด SCAMPER (Glenn, R. E., 1997) ที่มุ่งสร้างหรือขยายความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ลักษณะต่างๆ ประกอบไปด้วย การคิดถึงสิ่งที่จะมาทดแทน (Substitute) การคิดถึงการผสมผสานหรือรวมกัน (Combine) การคิดปรับใช้หรือปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่น (Adapt) การคิดดัดแปลงเพิ่มหรือลดจากเดิม (Modify or Magnify or Minify) การคิดนำไปประยุกต์ใช้ในวัตถุประสงค์อื่น (Put to other uses) การคิดตัดบางส่วนออก (Eliminate) หรือการคิดเกี่ยวกับการจัดเรียงใหม่หรือกลับมุมมองใหม่ได้ (Rearrange or Reverse) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าครูเอไม่เพียงแต่ผสมผสานวิธีการหรือกลยุทธ์การสอนที่หลากหลาย แต่ยังออกแบบกลไกการใช้งานกลยุทธ์เหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์

ครูเอ ฟิสิกส์ ม.5
ครูบี สังคม ม.4

ครูซี ภาษาไทย ม.6

ครูดี คณิตศาสตร์ ป.4
ภาพ 2 การคลี่แนวทางแก้ปัญหาและนวัตกรรมที่สะท้อนถึงกลไกในการแก้ปัญหา
ครูบี ได้ผสมผสานการสอนโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อเชื่อมโยงผลกระทบที่เกี่ยวข้องจากอิทธิพลของภูมิศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับแหล่งท่องเที่ยวหรือพื้นที่ส่วนต่างๆ ของไทย เช่น ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในทะเลที่จังหวัดตรัง หรือถ้ำนาคาที่จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับการเชื่อมโยงให้ผู้เรียนเข้าใจถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Planet) ที่ประกอบไปด้วยทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ รวมถึงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ดี ครูบียังกังวลว่าผู้เรียนอาจจะเพียงแค่เข้าใจถึงประเด็นต่างๆ แต่ก็อยากให้ทดลองฝึกปฏิบัติหรือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการขับเคลื่อนทางสังคม (Social Movement) จึงเพิ่มแนวคิดของผู้ประกอบการเข้ามาเป็นส่วนเติมเต็มในการดำเนินการพัฒนาการคิดวิเคราะห์แบบองค์รวม จากการเข้าใจไปสู่การปฏิบัติ
ครูซี ได้กำหนดกลไกของกลยุทธ์การสอนให้ผู้เรียนมีการคิดวิจารณญาณในการวิเคราะห์ ถอดบทเรียน รวมถึงวิพากษ์วรรณคดี โดยเล็งเห็นว่าผู้เรียนไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรือเข้าใจบริบทของเรื่องราวในวรรณคดี เนื่องจากทั้งยุคสมัย วัฒนธรรม หรือบรรทัดฐานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงมุ่งบูรณาการแนวคิดของปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาข้อมูลภูมิหลังของตัวละครต่างๆ ที่มีบทบาทในการตัดสินคดีความ และให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มใช้แชทจีพีทีเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด หลังจากที่ได้เรียนรู้ภูมิหลังของตัวละครเหล่านั้นเพียงพอที่จะสร้างมุมมองที่หลากหลาย มาเป็นหลักฐานในการวิพากษ์หรือหาข้อสรุป จากการแสดงบทบาทสมมติเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ในเรื่องราวนั้นด้วยตนเอง
ครูดี ได้เลือกใช้แนวคิดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เพื่อมุ่งพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียน สำหรับผู้เรียนชั้น ป.4 การเลือกตัวแทนหรือสถานการณ์ปัญหาที่สอดคล้องกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ที่พบเห็นได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น ถุงนม ที่มีรูปร่างบรรจุภัณฑ์เสี่ยงต่อการแตกหรือรั่วไหล ไม่สามารถจัดเรียงซ้อนกันได้อย่างแข็งแรง หรือสิ้นเปลืองพื้นที่ในการขนส่ง เพราะแต่ละรอบยังมีพื้นที่ว่างในส่วนของการบรรทุก ทำให้กลายเป็นเงื่อนไขและข้อจำกัดที่จะช่วยท้าทายให้ผู้เรียนคิดทบทวนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาดังกล่าวใหม่ นำไปสู่การศึกษาและออกแบบแนวทางแก้ปัญหาที่ต่างออกไป อย่างไรก็ดี ก็ยังคำนึงถึงการใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ในการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหา และยืนยันถึงประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ไม่เพียงแต่ให้ผู้เรียนลองผิดลองถูกหรือใช้ความรู้สึกในการแก้ปัญหานั้น
ส่วนที่ 3 การคิดย้อนกลับสู่การกำหนดหัวข้อหรือประเด็นการวิจัยในชั้นเรียน
จากกระบวนการในการคิดและการให้รายละเอียดต่างๆ ใน AR-CANVAS จะทำให้ครูนักออกแบบหรือผู้สอนได้วิเคราะห์ทั้งความสามารถเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียน และกลยุทธ์ในการสอนของตนเองว่าจะพัฒนาสิ่งใด พัฒนาด้วยกลยุทธ์ใด แนวคิดของการพัฒนานั้นมีกลไกหรือกระบวนการโดยสังเขปอย่างไร นำไปสู่การกำหนดหัวข้อหรือประเด็นในการวิจัยในชั้นเรียน ดังแสดงในภาพ 3 ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่จะได้มาซึ่งปัญหาของการวิจัยจากสถานการณ์จริงในชั้นเรียนของตนเอง นำไปสู่การขับเคลื่อนการศึกษาด้วยการวิจัยที่ไม่เน้นหัวข้อการวิจัยในชั้นเรียนผ่านการผลิตซ้ำอย่างที่แล้วมา นำไปสู่การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ที่หลากหลาย และเสริมเติมต่อให้การศึกษาไทยมีความเข้มแข็ง และเชื่อมโยงการปฏิบัติเพื่อเติมเต็มทฤษฎีผ่านบริบทเฉพาะที่มีความหลากหลายจากชั้นเรียนที่มีความแตกต่าง

ครูเอ ฟิสิกส์ ม.5

ครูบี สังคม ม.4

ครูซี ภาษาไทย ม.6

ครูดี คณิตศาสตร์ ป.4
ภาพ 3 การคิดย้อนกลับให้ได้มาซึ่งหัวข้อการวิจัยในชั้นเรียนด้วย AR-CANVAS
บทสรุป
ผืนผ้าใบเพื่อการค้นหาและกำหนดคำถามวิจัยในทุกชั้นเรียน หรือ AR-CANVAS อาจกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับครูนักออกแบบการวิจัยด้วยตนเอง ผ่านการวินิจฉัยและสำรวจชั้นเรียนของตนเองอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อมุ่งวิเคราะห์และพัฒนาชิ้นส่วนที่หายไป (Missing Piece) จากชั้นเรียนที่จะช่วยเชื่อมต่อการวิจัยในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สังเกตได้จากชื่อหัวข้อการวิจัยในตัวอย่างบทความนี้ที่สะท้อนถึงความเฉพาะตัว สอดคล้องกับบริบทที่พบจริงจากแต่ละชั้นเรียน มีการร้อยเรียงระหว่างบริบท เนื้อหา และระดับชั้นที่เฉพาะกับกลยุทธ์การสอนที่ถูกเลือกเฟ้นให้เข้ากันได้กับแนวทางการสอนแบบผสมผสาน
อย่างไรก็ดี นอกจากอาชีพครูจะถูกจัดเป็นวิชาชีพที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาแล้ว วิชาชีพครูยังจัดเป็นกลุ่มอาชีพที่ใช้ความเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานในอาชีพของตนเอง และมีอิสระที่จะศึกษาเชิงลึกหรือเพิ่มขีดความสามารถในการสอนที่ตนเองสนใจได้พร้อมๆ กัน ทั้งนี้ ตัวอย่างในบทความนี้มุ่งเน้นไปที่ทักษะหรือสมรรถนะการคิดขั้นสูงในลักษณะต่างๆ แต่หากในอนาคตอันใกล้ครูสนใจที่จะใช้ AR-CANVAS ในการกำหนดการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านอื่นๆ ให้ผู้เรียน หรือพัฒนาขีดความสามารถใหม่ๆ ทางด้านการศึกษาในอนาคต AR-CANVAS ก็สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทนั้นๆ ได้
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 249 กรกฎาคม – สิงหาคม 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/249/18/
บรรณานุกรม
Bell, B. & Gilbert, J. (1994). Teacher Development as Professional, Personal, and Social Development. Teaching and Teacher Education, 10: 483-497.
Faikhamta, C. & Prasoplarb, T. & Awae, M., Praisri, A. & Panyanukit, P. & Suknarusaithagul, N. & Thongchai, A. (2023). Teacher as a Doctor, a Designer, and a Researcher, Science Mathematics and Technology. Teachers Association of Thailand, 31(1): 41-48.
Glenn, R.E. (1997). SCAMPER for Student Creativity. Education Digest, 62(6): 67-69.
Kemmis, S. & McTaggart, R. (1988). The Action Research Planner. 3rd ed. Substantially Revised. Geelong: Deakin University Press.
Kemmis, S. (2007). Action Research as a Practice-Changing Practice. In Spanish Collaborative Action Research Network (CARN) Conference, 18-20.
Mayes, R. & Rittschof, K. & Gallant, B. & Martin, C. (2017). Real STEM: an interdisciplinary STEM program. Journal of Research in STEM Education, 3(1/2): 1-16.
Scott, D. & Lock, J. (2021). Teacher as Designer: design thinking for educational change. Springer.
