สนุกกับการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน(Phenomenon-Based Learning)
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน (Phenomenon-based Learning) เป็นการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinarity) โดยไม่แบ่งรายวิชาเหมือนการจัดการศึกษาทั่วไป เรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์ที่เป็นสภาพจริงในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นมาเป็นประเด็นในการเรียนรู้ หรือใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยเน้นให้นักเรียนได้สืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง ได้สังเคราะห์ความรู้ แก้ปัญหาด้วยตนเอง และสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน หรือ Phenomenon-Based Learning ที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นความท้าทายใหม่สำหรับครูวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ ครูจำเป็นต้องเพิ่มทักษะ (Upskill) เพิ่มทักษะเดิมที่มีอยู่ (Reskill) และสร้างทักษะใหม่ (New Skill) เพื่อให้ก้าวทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้น หากมีประเด็นใหม่ ๆ ในสังคม หรือเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงภายในท้องถิ่นหรือสังคม ก็สามารถประยุกต์เข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอนได้ทันที โดยอาศัยเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งในท้องถิ่นและโลกออนไลน์ เช่น เครื่องมือวัดค่าอินทรียสารในดิน ซึ่งในปัจจุบันราคาค่อนข้างถูก และสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย

หลักในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน
1. กำหนดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ อาจเกิดจากการสำรวจของครู หรือผู้เรียนร่วมกันสำรวจกับครูเพื่อเลือกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจให้สอดคล้องกับเนื้อหารายวิชาและระดับของผู้เรียน หากเป็นผู้เรียนในระดับประถมศึกษา ครูอาจจะต้องเป็นผู้เลือกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจด้วยตนเอง ซึ่งปรากฏการณ์ที่เลือกใช้อาจจะสามารถอธิบายจากประสบการณ์ของผู้เรียนได้ทั้งหมดหรือบางส่วน
2. วิเคราะห์อรรถประโยชน์ของบทเรียน กำหนดมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรในกลุ่มสาระฯ หรือต่างกลุ่มสาระที่สามารถบูรณาการร่วมกันได้ ครูสามารถจัดการเรียนรู้ร่วมกับเทคนิคกลยุทธ์การสอน เช่น การบรรยาย การใช้สื่อการสอน การพบผู้เชี่ยวชาญ ในการส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าใจปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ภายในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว
3. กำหนดรูปแบบการสอนและกำหนดกิจกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดหลัก (Main Concept) ซึ่งการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน (Phenomenon-based Learning) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปรากฏการณ์หรือปัญหาเป็นฐาน ดังนั้น จึงสามารถประยุกต์กับรูปแบบหรือวิธีการสอนต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละวิชา เช่น การสอนแบบ 5E/วิธีสอนแบบโครงงาน (Project Method) เนื่องจากแนวคิดหลัก (Main Concept) ที่สำคัญคือ เลือกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ การสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง ได้สังเคราะห์ความรู้ แก้ปัญหาด้วยตนเอง สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
4. กำหนดวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับกิจกรรม เพื่อประเมินด้านความรู้ (K) ด้านทักษะกระบวนการ (P) ด้านคุณลักษณะ (A)
วิธีการออกแบบการเรียนรู้
- กำหนดปรากฏการณ์เป็นฐาน เรื่อง อินทรียสารในดิน
- วิเคราะห์อรรถประโยชน์ของบทเรียน
- มาตรฐาน ว 2 (ม.1) เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
- ตัวชี้วัดที่ 14 อธิบายความสำคัญของธาตุอาหารบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และการดำรงชีวิตของพืช
- ตัวชี้วัดที่ 15 เลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารเหมาะสมกับพืชในสถานการณ์ที่กำหนด
- รูปแบบการสอนและการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้
- มาตรฐาน ว 2 (ม.1) เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
1. ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนมีส่วนร่วมวางแผนดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ กำหนดขั้นตอน และวิธีการหาคำตอบ ดำเนินการศึกษาค้นคว้ารายบุคคลและรายกลุ่ม ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากผู้เรียนเองหรือการอภิปรายกลุ่ม ในเรื่องดิน ชนิดของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นปรากฏการณ์การเรียนรู้ ครูอาจจะจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์เพื่อกระตุ้น ยั่วยุ หรือท้าทายให้นักเรียนตื่นเต้น สงสัย ใคร่รู้ อยากรู้อยากเห็น หรือขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา การศึกษาค้นคว้า หรือการทดลอง แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือปัญหาที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่จะศึกษา สามารถทำได้หลายแบบ เช่น สาธิต ออกแบบการทดลอง วางแผนกำหนดการสำรวจตรวจสอบ หรือลงมือปฏิบัติ โดยการดำเนินการสำรวจดินในพื้นที่ เช่น โรงเรียน หรือชุมชน ทดลอง โดยนำดินที่ได้มาตรวจสอบค่าอินทรียสารในดิน รวมถึงการค้นหาและรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาเปรียบเทียบกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและแหล่งความรู้อื่น ๆ

ภาพ 2 สีของดินบอกอะไรบ้าง

ภาพ 3 อภิปรายกลุ่มเรื่องชนิดและคุณสมบัติของดิน

ภาพ 4 เก็บตัวอย่าง

ภาพ 5 ทดสอบอินทรียสารในดิน
2. สังเคราะห์ความรู้และลงข้อสรุป ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ค้นคว้าหาคำตอบมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นหามาวิเคราะห์ แปลผล โดยการศึกษาค่าอินทรียสารในดินเพื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน (ดังภาพ 7) เช่น
- เปรียบเทียบชนิดของดินกับค่าอินทรียสารในดิน
- เปรียบเทียบสีของดินกับค่าอินทรียสารในดิน
- เปรียบเทียบความลึกของดินกับค่าอินทรียสารในดิน
- เปรียบเทียบลักษณะของพืชในบริเวณที่ดินมีค่าอินทรียสารน้อยปานกลาง มาก
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอธิบายความสำคัญของธาตุอาหารบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิตของพืช และหาข้อสรุปและอภิปรายจากการทดลอง ผ่านการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นรูปวาด ตาราง แผนผัง ผลงานมีความหลากหลาย สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำหนดไว้ โดยมีการอ้างอิงความรู้ประกอบการให้เหตุผลอย่างสมเหตุสมผล การลงข้อสรุปที่ถูกต้องเชื่อถือได้ มีเอกสารอ้างอิงและหลักฐานชัดเจน รวมทั้งสังเคราะห์ความรู้ที่ได้มาเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่นำไปสู่การลงข้อสรุป

ภาพ 6 สรุปและอภิปราย

ภาพ 7 ค่าอินทรียสารในดิน
อุปกรณ์ที่ใช้ คือ Rapitest 3in1 รุ่น 1835 Digital 3-Way Soil Analyzer : สามารถวัดค่ากรดด่างของดิน ปริมาณสารอาหารโดยรวมของ NPK ในดิน และอุณหภูมิดิน หรืออุณหภูมิปุ๋ยหมัก ทำให้ทราบสภาพของดินโดยทั่วไป โดยปริมาณสารอาหารโดยรวมของ NPK ในดิน แสดงค่าดังนี้
- ช่วง 0 - 2 (Too Little) หมายถึง มีปริมาณสารอาหารไม่เพียงพอที่พืชจะนำไปใช้ได้ และอาจแสดงว่าในดินมีกิจกรรมของจุลินทรีย์ต่ำ
- ช่วง 3 - 7 (Ideal) หมายถึง มีปริมาณสารอาหารในดินที่เพียงพอ อยู่ในช่วงค่าที่เหมาะสม
- ช่วง 8 - 9 (Too Much) หมายถึง มีปริมาณสารอาหารในดินสูงมากเกินไป ซึ่งอาจหมายถึงมีปริมาณปุ๋ยเคมีมากเกินไป หรืออาจมีปัญหาจากดินเค็ม อาจทำให้เกิดปัญหารากไหม้ ใบไหม้ และจุลินทรีย์ในดินตายได้ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบค่าที่ได้เพื่อนำไปสู่การขยายความรู้
3. ตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนผ่านการอธิบาย เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้น หรือขยายกรอบความคิดกว้างขึ้น หรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่ หรือนำไปสู่การศึกษาค้นคว้า ทดลองเพิ่มขึ้น เช่น
- แนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหาของดินที่มีอินทรียสารต่ำ
- อิทธิพลของอินทรียสารที่มีต่อพืช
- วิธีการเพาะปลูกพืชและการให้ปุ๋ยที่ถูกต้อง
3.1 ครูจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้น หรือขยายกรอบความคิดกว้างขึ้น หรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่ หรือนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น เช่น ศึกษาจากอินเทอร์เน็ต งานวิจัย หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ปราชญ์ชุมชน หรือผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในการเพาะปลูกพืช เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสังเคราะห์ความรู้ได้
3.2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมมีความละเอียดมากขึ้น ยกสถานการณ์การแก้ปัญหาดินในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แก้ปัญหาดินเสื่อมสภาพ แก้ปัญหาดินขาดอินทรียสาร แก้ปัญหาดินเค็ม เพื่อนำไปสู่การต่อยอดในการพัฒนาโครงงาน งานวิจัย และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการเรียนรู้เพื่อต่อยอด

ภาพ 8 ระดมสมอง

ภาพ 9 แแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ภาพจาก: https://www.morels.com/threads/2020-md-morel-season.1248368/
4. การประเมิน (Evaluate) ผู้สอนประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริงผ่านการนำเสนอปากเปล่า การเขียน คำอธิบาย เพื่อสะท้อนถึงความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับปรากฏการณ์ รวมถึงผู้เรียนสามารถนำกระบวนการหาคำตอบ สืบค้นข้อมูลจากกิจกรรมการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้สำหรับการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตจริงได้ กำหนดวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับกิจกรรม เพื่อประเมิน
- ด้านความรู้ (K) ที่เกิดกับผู้เรียน เช่น ความรู้จากการทดลอง ความรู้จากการศึกษาเพิ่มเติม ชิ้นงาน
- ด้านทักษะกระบวนการ (P) กระบวนการกลุ่ม ทักษะการ ทำงานร่วมกัน ทักษะการทดลอง
- ด้านคุณลักษณะ (A) สังเกตพฤติกรรมบ่งชี้ ด้านความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่นในการทำงาน
การจัดการเรียนรู้แบบ Phenomenon-Based Learning เป็นการเรียนรู้ที่สามารถออกแบบได้ง่าย เป็นไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เน้นกระบวนคิดวิเคราะห์ วางแผน ลงมือปฏิบัติ สังเคราะห์ ผู้เรียนสนุกกับการเรียนรู้และสามารถต่อยอดพัฒนาองค์ความรู้จนเกิดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ประกอบกับการจัดการเรียนการสอนนอกห้องเรียนเป็นการสร้างความสนใจ (Engage) และแรงจูงใจ (Motivation) ให้กับผู้เรียนอย่างมาก ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถยกระดับทักษะ (Upskill) เพิ่มทักษะเดิมที่มีอยู่ (Reskill) และนำไปสู่การพัฒนาทักษะใหม่ ๆ (New Skill) ที่จะส่งผลต่อเนื่องอย่างยั่งยืนในอนาคต
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 250 กันยายน - ตุลาคม 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/250/16/
บรรณานุกรม
Symeonidis, V. & Schwarz, J. F. (2016). Phenomenon-Based Teaching and Learning through the Pedagogical Lenses of Phenomenology: the recent curriculum reform in finland. Forum Oświatowe, 28(2): 31–47.
ตะวัน ไชยวรรณ. กุลธิดา นุกูลธรรม. (2564). การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน : การเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมความรู้ของผู้เรียนในโลกแห่งความจริง. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, 15(2): 251-263. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JournalGradVRU/article/download/246642/168302/893967.
