การเพิ่มพูนความฉลาดรู้ของนักเรียน โดยใช้บทเรียนจากการเข้าร่วมโครงการ PISA
การเพิ่มพูนความฉลาดรู้ ของนักเรียน โดยใช้บทเรียน จากการเข้าร่วมโครงการ PISA
ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ PISA หรือ Programme for International Students Assessment ที่ดำเนินการโดย OECD หรือ The Organisation for Economic Co-operation Development มาตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการประเมินในปี พ.ศ. 2543
PISA ประเมินคุณภาพของการจัดศึกษาในหลายด้าน แต่ที่สำคัญคือการประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งกำลังจะจบการศึกษาภาคบังคับบนพื้นฐานความเชื่อว่า ผู้ที่มีความฉลาดรู้ดังกล่าวสูง จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงตามไปด้วย ทั้งด้านการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม โดย PISA ดำเนินการประเมินทุก ๆ 3 ปี ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2568 จะเป็นการประเมินครั้งที่ 9 หลังจากนั้นจะเปลี่ยนรอบการประเมินเป็นทุก ๆ 4 ปี ดังนั้น การประเมินครั้งที่ 10 จะประเมินในปี พ.ศ. 2572
การประเมินแต่ละครั้งมีจุดเน้นที่ต่างกัน การประเมินครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 เน้นการประเมินด้านการอ่าน ส่วนครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2546 เน้นด้านคณิตศาสตร์ และครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2549 เน้นด้านวิทยาศาสตร์หมุนเวียนกันไป ด้านที่เป็นจุดเน้นจะมีข้อสอบร้อยละ 60 ส่วนที่เหลืออีกสองด้านจะมีข้อสอบแต่ละด้านร้อยละ 20 (ภาพ 1) การประเมินครั้งที่ 9 ที่จะประเมินในเดือนสิงหาคม 2568 นั้น จะเน้นด้านวิทยาศาสตร์ และจะเพิ่มการประเมินเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมลงไปด้วย ทั้งนี้ ในการประเมินครั้งที่ 9 นักเรียนจะต้องทำข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบออนไลน์

ภาพ 1 แสดงจุดเน้นด้านต่างๆ ในแต่ละรอบการประเมินของ PISA
หมายเหตุ: 1) ที่มา: สสวท. 2) ตัวหนังสือแต่ละด้านที่เป็นสี แสดงถึงด้านที่เป็นจุดเน้นในปีนั้นๆ
การประเมินครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา มี 81 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจเข้าร่วมประเมิน ในจำนวนนี้มีนักเรียนอายุ 15 ปี รวมทั้งสิ้นประมาณ 29 ล้านคน PISA สุ่มมาประเมินเพียง 690,000 คน สำหรับประเทศไทยในปีนั้นมีนักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณ 700,000 คน กระจายอยู่ใน 12,303 โรงเรียน PISA สุ่มมาประเมินเพียง 8,495 คน จาก 279 โรงเรียน (ภาพ 2)

ภาพ 2 แสดงจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เข้าสอบ PISA 2022 (ที่มาภาพ: สสวท.)
ผลการประเมินพบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD มาก ซึ่งต่ำกว่าเกือบ 100 คะแนน และครั้งสุดท้ายหรือครั้งที่ 8 ที่ประเมินในปี พ.ศ. 2565 นักเรียนไทยได้คะแนนต่ำสุดเมื่อเทียบกับการประเมิน 7 ครั้งที่ผ่านมา (ภาพ 3–5)

ภาพ 3 แสดงผลการประเมิน PISA 2022 ของประเทศที่ได้คะแนนด้านคณิตศาสตร์สูงสุด สิบอันดับแรก (ที่มา: สสวท.)

ภาพ 4 แสดงผลการประเมิน PISA 2022 จำแนกตามกลุ่มโรงเรียน (ที่มา: สสวท.)

ภาพ 5 แสดงแนวโน้มผลการประเมิน PISA ของประเทศไทย (ที่มา: สสวท.)
นอกจากรายงานผลเป็นคะแนนแล้ว PISA ยังรายงานผลเป็นระดับสมรรถนะของนักเรียนด้วย ได้แก่ ระดับ 6 ระดับ 5 ระดับ 4 ระดับ 3 ระดับ 2 และระดับ 1 (ระดับ 1a ระดับ 1b และระดับ 1c) ซึ่ง PISA ได้ให้ความหมายไว้ว่า นักเรียนที่มีสมรรถนะหรือความฉลาดรู้ด้านใดต่ำกว่าระดับ 2 แสดงว่า นักเรียนคนนั้นยังมีสมรรถนะหรือความฉลาดรู้ด้านนั้นไม่เพียงพอที่จะใช้ทั้งเพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการประกอบอาชีพ และเพื่อการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ผลการประเมินครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2565 พบว่า นักเรียนไทยถึงร้อยละ 68, 53 และ 65 มีสมรรถนะหรือความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ และด้านการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป (ภาพ 6)

ภาพ 6 แสดงร้อยละของนักเรียนที่มีความสามารถในระดับต่าง ๆ (จาก Power Point ของ สสวท.)
ผลการสอบ PISA ของไทยที่ต่ำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด มีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมาก โดยนานาชาติมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาต่ำ หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าศักยภาพของคนไทยต่ำ ซึ่งคุณภาพของการศึกษาหรือศักยภาพของคนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณาความน่าลงทุน รวมถึงการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
วัตถุประสงค์สำคัญของการประเมินของ PISA คือ ต้องการให้แต่ละประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินทราบว่า นักเรียนอายุ 15 ปี ของตนเองที่กำลังจะจบการศึกษาภาคบังคับมีความฉลาดรู้ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด เพื่อให้แต่ละประเทศและเขตเศรษฐกิจนำองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมการประเมินของ PISA ไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงระบบการศึกษาของตนเองให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีหลายประเทศที่ได้นำองค์ความรู้จากการเข้าร่วมโครงการ PISA ไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษาของตนเองแล้ว สำหรับประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมโครงการ PISA มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เพิ่งได้นำองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ PISA มาใช้ในการพัฒนาการศึกษาของตนเองอย่างจริงจังในปีการศึกษา 2567 นี้เอง
แม้คำว่า ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ปรากฏในเอกสารหลักสูตรการศึกษาของไทย แต่เมื่ออ่านเอกสารหลักสูตรการศึกษาของไทยโดยละเอียดแล้วจะพบว่า หลักสูตรการศึกษาของไทยก็เน้นการพัฒนาความฉลาดรู้ทั้ง 3 ด้านดังกล่าวให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียนด้วยเช่นกัน
ผลการสอบ PISA ของนักเรียนไทยที่ต่ำมาตลอดสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในภาพรวมของประเทศยังไม่สามารถพัฒนานักเรียนให้มีความฉลาดรู้ทั้ง 3 ด้านได้เพียงพอ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่ายังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร จึงจำเป็นที่นักเรียนต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม
คณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) เป็นประธาน จึงมีมติให้มีการจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ทุกคนในทุกสังกัดในปีการศึกษา 2567 ประมาณ 1,200,000 คน เพื่อพัฒนานักเรียนดังกล่าวให้มีความฉลาดรู้ทั้ง 3 ด้าน สูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร หากการจัดกิจกรรม PISA ในปีการศึกษา 2567 ได้ผลดี ก็จะมีการขยายการจัดกิจกรรมลักษณะนี้ลงไปสู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 ในปีการศึกษาต่อ ๆ ไป
เพื่อการพัฒนานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ทุกคนในทุกสังกัดดังกล่าว สพฐ. และ สสวท. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ จึงได้ร่วมกันพัฒนาเอกสารชุดพัฒนาความฉลาดรู้ขึ้น 17 เล่ม เป็นชุดพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่าน 5 เล่ม ด้านคณิตศาสตร์ 6 เล่ม และด้านวิทยาศาสตร์ 6 เล่ม เอกสารเล่ม 1 เป็นคู่มือการใช้เอกสารชุดพัฒนาความฉลาดรู้ เอกสารเล่ม 2 เป็นกรอบแนวคิดและรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เอกสารเล่ม 3 เป็นกิจกรรมเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ เอกสารเล่ม 4 เป็นแบบฝึกเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ เอกสารเล่ม 5 เป็นแนวการตอบคำถามตามแบบฝึก ส่วนเอกสารเล่ม 6 เป็นกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มเติม ซึ่งมีเฉพาะด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
โดยครูและผู้สนใจทุกท่านสามารถ ดาวน์โหลดเอกสาร 17 เล่ม จากลิงก์ https://shorturl.at/GHOR4 (ชุดพัฒนาความฉลาดรู้)
ทั้งนี้ คาดหวังว่าในปีการศึกษา 2567 ครูผู้สอนวิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาวิทยาศาสตร์ จะนำกิจกรรมในเล่ม 3 และแบบฝึกในเล่ม 4 ไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนและฝึกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ให้มากที่สุด รวมถึงการจัดให้นักเรียนได้ฝึกทำแบบฝึกหรือข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ (Computer Based Test) ทั้งรูปแบบ Online และ Offline ด้วย
คณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ได้กำหนดนโยบายให้ทุกสังกัดจัดอบรมครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา ทั้งแบบ Online และ Onsite เพื่อให้โรงเรียนและครูสามารถนำเอกสารชุดพัฒนาความฉลาดรู้ทั้ง 17 เล่ม ไปใช้จัดการเรียนการสอนและฝึกนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ทุกคน โดยให้แต่ละสังกัดรายงานความก้าวหน้าให้คณะกรรมการ PISA แห่งชาติทราบทุกเดือน
นอกจากนั้น คณะกรรมการ PISA แห่งชาติยังมีนโยบายให้ทุกสังกัดพัฒนาครูให้สามารถสร้างข้อสอบแนว PISA ได้ และส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนใช้ข้อสอบแนว PISA จำนวนหนึ่งในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งการสอบกลางภาค การสอบปลายภาค และการสอบอื่น ๆ ทั้ง Formative และ Summative Evaluation
การจะพัฒนาความฉลาดรู้ให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียนจำเป็นต้องมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม วิธีการหนึ่งคือ ครูหาบทอ่านหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาให้นักเรียนได้ศึกษา วิเคราะห์ แล้วตั้งคำถามให้นักเรียนจับใจความ แปลความ ตีความ ขยายความ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และประเมินสาระ ข้อมูล และข้อสนเทศในบทอ่านหรือในสถานการณ์ที่อ่านนั้นบ่อย ๆ วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวทางนี้ สพฐ. และ สสวท. ได้จัดทำรายละเอียดไว้แล้วในเอกสารชุดพัฒนาความฉลาดรู้เล่ม 3 ของชุดพัฒนาความฉลาดรู้ทั้งสามด้าน ครูสามารถศึกษาและนำไปใช้หรือปรับใช้ได้เลย
จากการดำเนินการตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ทำให้เชื่อได้ว่าในปีการศึกษา 2567 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ทุกคนในทุกสังกัดจะได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
เมื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ในปีการศึกษา 2567 เลื่อนไปเรียนชั้นมัธยมปีที่ 3 และ 4 และชั้น ปวช. ปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2568 นักเรียนเหล่านี้จะมีโอกาสถูกสุ่มเข้าสอบ PISA ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งก็น่าจะทำข้อสอบ PISA ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ โดยทั่วไป ณ เดือนสิงหาคม 2568 นักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณร้อยละ 80 จะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ ปวช. ปีที่ 1 และประมาณร้อยละ 18 จะเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนที่เรียนอยู่ในระดับชั้นอื่นมีน้อยมาก
ในปีการศึกษา 2568 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4 และชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (ปวช. 1) จะมีเวลาเตรียมความพร้อมของตนเองเพื่อสอบ PISA ภายใต้การกำกับและชี้แนะของผู้สอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4 และชั้น ปวช. 1 อีกประมาณ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2568 แต่ผู้สอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ยังไม่เคยรับทราบและได้รับการพัฒนาเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ทั้งสามด้านมาก่อน (ผู้สอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 และ ปวช. 1 ได้รับการชี้แจงเรื่องนี้แล้วในปีการศึกษา 2567) การดำเนินงานขั้นต่อไป จึงจะจัดให้มีการประชุมชี้แจงครูวิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของทุกโรงเรียนทุกสังกัด เพื่อให้ครูดังกล่าวสามารถกำกับและชี้แนะนักเรียน รวมถึงสามารถนำเอกสารชุดพัฒนาความฉลาดรู้ทั้ง 17 เล่ม ไปประยุกต์ใช้กับนักเรียนของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผนจะจัดอบรมแบบ Online ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2568
ในขณะเดียวกัน สสวท. และศูนย์ PISA ของ สพฐ. จะได้ร่วมกันพัฒนาแบบฝึกเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้เพิ่มเติมขึ้นอีก 9 ชุด ด้านการอ่าน 3 ชุด คณิตศาสตร์ 3 ชุด และวิทยาศาสตร์ 3 ชุด ใช้เวลาฝึกชุดละประมาณ 1 ชั่วโมง ส่งให้ครูทุกโรงเรียนนำไปพัฒนานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4 และ ปวช. 1 ของตนเองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ต่อไป
ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวกับการสอบ PISA คือ ที่ผ่านมาอาจเป็นเพราะนักเรียนไม่เข้าใจและไม่เห็นความสำคัญของการสอบ PISA จึงอาจทำให้มีนักเรียนจำนวนหนึ่งไม่ตั้งใจทำข้อสอบเท่าที่ควร จึงมีความจำเป็นต้องมีการประชุมชี้แจงผู้บริหารสถานศึกษาและครูทุกคนของทุกโรงเรียนทุกสังกัดที่เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมถึงระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยมีแผนจะจัดแบบ Online เป็นเวลา 1 วัน ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เพื่อชี้แจงให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูทราบว่า เป็นภาระและหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่จะต้องทำให้นักเรียนทุกคนเห็นความสำคัญของการสอบ PISA ส่งเสริมให้กำลังใจนักเรียน กระตุ้นและอำนวยความสะดวกให้นักเรียนเตรียมความพร้อมด้วยตนเอง แก้ปัญหากรณีที่โรงเรียนมีเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบต่าง ๆ ไม่พร้อมและไม่พอเพียงที่จะให้นักเรียนฝึกทำข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ และท้ายสุดหากนักเรียนได้รับสุ่มเข้าสอบ PISA ก็ต้องหาวิธีการส่งเสริมจูงใจให้นักเรียนทุกคนตั้งใจทำข้อสอบอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อตนเองและเพื่อประเทศชาติต่อไป
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 251 พฤศจิกายน – ธันวาคม 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/251/4/
บรรณานุกรม
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2566). การแถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2022. สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2567, จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/news-21/.
