เสริมสร้างการเรียนรู้ด้วย การให้ผลสะท้อนกลับ (Feedback) ที่มีคุณภาพ
เสริมสร้างการเรียนรู้ด้วย การให้ผลสะท้อนกลับ (Feedback) ที่มีคุณภาพ
การให้ผลสะท้อนกลับ (Feedback) เป็นการให้คำแนะนำในการเรียนรู้เพื่อช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสามารถนำทางการเรียนรู้ไปสู่จุดหมายหรือเป้าหมายปลายทางที่ตั้งไว้ รวมทั้งยังเป็นส่วนที่ช่วยในการประเมินผลการเรียนรู้ได้อีกด้วย การให้ผลสะท้อนกลับอาจส่งผลดีหรือไม่ดีกับการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น หากการให้ผลสะท้อนกลับนั้นเป็นคำแนะนำที่ดีแต่ปล่อยเวลานานเกินไป การให้ผลสะท้อนกลับอาจไม่ช่วยให้ผู้เรียนนำไปพัฒนาจุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือการให้ผลสะท้อนกลับนั้นเป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์แต่ผู้รับไม่เข้าใจ การให้ผลสะท้อนกลับอาจไม่ช่วยในการเรียนรู้ของผู้เรียนก็ได้ การให้ผลสะท้อนกลับที่มีคุณภาพสามารถเสริมสร้างการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพควรมีลักษณะอย่างไร ศึกษาได้จากเนื้อหาในบทความ
การให้ผลสะท้อนกลับแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ การให้ผลสะท้อนกลับระหว่างเรียน (Formative Feedback) และการให้ผลสะท้อนกลับหลังเรียน (Summative Feedback) ซึ่งการให้ผลสะท้อนกลับระหว่างเรียนเป็นการให้ข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองและให้ครูได้พัฒนาการสอนด้วย แต่ที่สำคัญคือให้โอกาสกับผู้เรียนที่ทำผิดพลาดได้มีโอกาสแก้ไขพัฒนาตนเองให้ปฏิบัติได้ถูกต้องและเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้เพื่อทำให้การเรียนรู้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ในส่วนของการให้ผลสะท้อนกลับหลังเรียนเป็นการให้ข้อมูลสำหรับใช้ตัดสินผลการเรียนรู้เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเรียนรู้นั้น ๆ เช่น ผลการทดสอบกลางภาคหรือปลายภาคเรียน ผลการสอบแข่งขัน ผลการตัดสินโครงงาน แต่อาจไม่มีการให้แนวทางการพัฒนาผู้เรียนเช่นเดียวกับการให้ผลสะท้อนกลับระหว่างเรียน ซึ่งการให้ผลสะท้อนกลับลักษณะนี้สามารถส่งผลเสียกับการเรียนรู้ของผู้เรียน ทำให้ความสนใจลดลง และสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้เรียน (Fritz et al. 2000; Poulos and Mahony 2008) ดังนั้น การให้ผลสะท้อนกลับหลังเรียนที่ดีควรใช้ร่วมกับการให้ผลสะท้อนกลับระหว่างเรียนที่เพียงพอเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนมีความพร้อมสำหรับการประเมินสุดท้ายของช่วงเวลาเรียนนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม เราอาจไม่สามารถแบ่งการให้ผลสะท้อนกลับทั้ง 2 แบบได้อย่างชัดเจน แต่อาจใช้การแบ่งดังนี้ การให้ผลสะท้อนที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงงานได้ การให้ผลสะท้อนกลับนั้นเป็นแบบการให้ผลสะท้อนกลับระหว่างเรียน แต่หากการให้ผลสะท้อนกลับใดเพื่อตัดสินผลงาน ไม่มีโอกาสได้ปรับปรุงงาน การให้ผลสะท้อนกลับนั้นเป็นแบบการให้ผลสะท้อนกลับหลังเรียน
การให้ผลสะท้อนกลับที่ดีอาจส่งผลร้ายกับผู้เรียนได้โดยการให้ผลสะท้อนกลับที่เป็นการเสริมแรงทางบวก ในลักษณะของการชมที่คุณสมบัติพื้นฐาน เช่น ความสามารถ สติปัญญา บุคลิกภาพ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างของคำชมดังกล่าว คือ “ฉลาดในการแก้ปัญหาจริง ๆ” “เธอมีพรสวรรค์ในการคิดเลขเร็วมาก ๆ” “เธอเก่งคณิตศาสตร์จริง ๆ” “ไม่มีใครเก่งวิทยาศาสตร์เท่าเธอ” การให้ผลสะท้อนกลับในลักษณะการชมแบบนี้อาจส่งผลร้ายต่อผู้เรียนในการพัฒนาการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ เพราะผู้เรียนจะหลีกเลี่ยงทำในสิ่งที่ประเมินแล้วว่าตนเองอาจทำไม่สำเร็จ หรือสิ่งที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน หรือสิ่งที่ตนเองประเมินแล้วว่าทำออกมาอาจไม่ดีพอที่จะได้รับการให้ผลสะท้อนกลับที่ดีแบบเดิม (Mueller and Dweck, 1998) สิ่งนี้ทำให้ผู้เรียนขาดโอกาสการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียนให้มีมากขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองได้ไม่เต็มศักยภาพที่มี หากผู้เรียนหลีกเลี่ยงการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นาน ๆ อาจส่งผลให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองได้น้อยกว่าศักยภาพที่ผู้เรียนควรจะมีได้
เมื่อเรารู้แล้วว่าการให้ผลสะท้อนกลับมีทั้งส่งผลดีและส่งผลไม่ดีแล้ว การให้ผลสะท้อนกลับที่ดีควรจะเป็นอย่างไร
การให้ผลสะท้อนกลับที่ดี
การให้ผลสะท้อนกลับที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ได้ ซึ่งลักษณะควรเป็นดังต่อไปนี้
1) ส่งผลให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ ควรให้ผลสะท้อนกลับในเวลาที่เหมาะสม รายละเอียดชัดเจน ตรงประเด็นตามเป้าหมายที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ มีจำนวนครั้งที่เพียงพอ มุ่งที่การกระทำ (Performance) มากกว่าลักษณะ (Characteristics) ไม่นำผลไปเปรียบเทียบ ไม่สร้างบรรยากาศทำให้ผู้เรียนรู้สึกผิด ถูกทำโทษหรืออับอายเมื่อทำผิดพลาด และสามารถชี้จุดให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองได้ นอกจากนี้ จะต้องมีการเผื่อเวลาไว้มากพอสำหรับให้ผู้เรียนได้ใช้ผลสะท้อนกลับนั้นเป็นข้อมูลในการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง รวมทั้งเมื่อให้ผลสะท้อนกลับไปแล้วควรมีการทำความเข้าใจกับผู้เรียนให้ตรงกันอีกครั้งว่าควรปฏิบัติอะไรบ้าง (มูลนิธิยุวสถิรคุณ. 2559; 36 - 37)
2) สนับสนุนและให้กำลังใจ อาจเป็นการให้ผลสะท้อนกลับในลักษณะของคำชม (Praise) ที่เจาะจงให้นักเรียนเห็นว่าสิ่งใดที่นักเรียนได้กระทำแล้วส่งผลให้นักเรียนมีผลการเรียนรู้เป็นที่น่าพึงพอใจ สำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนที่ยังไม่น่าพึงพอใจ การแสดงข้อเสนอแนะจะอยู่ในรูปของคำวิจารณ์ (Critique) ที่เจาะจงให้นักเรียนเห็นว่านักเรียนสามารถปรับปรุงและแก้ไขสิ่งใดที่จะส่งผลให้ผลการเรียนเป็นที่น่าพึงพอใจในอนาคตเพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจ โดยเน้นที่กระบวนการได้มาซึ่งผลลัพธ์มากกว่าผลลัพธ์ที่เป็นเกรดหรือคะแนน
3) ยุติธรรม เป็นการให้ผลสะท้อนกลับที่ยุติธรรมไม่ลำเอียง ไม่ใส่ความรู้สึกส่วนตัว (Gibbs & Simpson. 2004; Dweck. 2006; Lizzio & Wilson. 2008)
ในการพิจารณาการให้ผลสะท้อนกลับที่ดี Black และ William (1998) ได้นำเสนอตารางสำหรับการพิจารณาดังต่อไปนี้

ในทางกลับกัน Weaver (2006) ได้ระบุลักษณะของผลสะท้อนกลับที่ไม่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนี้
1) ผลสะท้อนกลับที่ไม่มีการให้ข้อเสนอแนะที่ระบุให้เห็นชัดเจนว่าจุดใดที่ต้องแก้ไข หรือการให้ผลสะท้อนกลับแบบกว้าง ๆ คลุมเครือ ไม่ชัดเจน เช่น การให้ผลสะท้อนว่า การสรุปผลการทดลองนั้นไม่เป็นการสรุปการทดลองที่ดี แต่ไม่ได้บอกว่าการสรุปผลการทดลองที่ดีเป็นอย่างไรเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนางานให้บรรลุเป้าหมาย
2) ผลสะท้อนกลับก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ทำให้อับอาย หรือที่ทำให้เกิดความรู้สึกเชิงลบ
3) ผลสะท้อนกลับกับเกณฑ์การประเมินตามที่ได้ชี้แจงไว้ไม่สอดคล้อง
จากข้างต้น จะพบว่าการให้ผลสะท้อนกลับมีทั้งช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และไม่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ในบางครั้งอาจส่งผลร้ายแรงอย่างที่เราอาจคาดไม่ถึงได้เช่นกัน ดังนั้น การที่เรารู้แนวทางในการให้ผลการสะท้อนกลับที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และปรับปรุงผลงานให้ได้ตามเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่ตั้ง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ การให้ผลสะท้อนกลับที่ดีนั้น ขอสรุปพอสังเขปไว้ว่า การให้ผลการสะท้อนกลับที่ดีจะต้องชัดเจน ระบุจุดดีและจุดที่ควรปรับปรุงที่เป็นรูปธรรม ตรงประเด็น และเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการปรับปรุงผลงาน ไม่เน้นการให้ผลสะท้อนกลับไปที่คุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้เรียน เช่น ความเก่ง พรสวรรค์ ความฉลาด ความสามารถ เพราะอาจทำให้ผู้เรียนขาดโอกาสการพัฒนาตนเอง เพราะกลัวที่จะไม่ได้รับผลสะท้อนกลับที่ดีแบบเดิม หากสิ่งนั้นตนเองประเมินว่าไม่อาจทำได้ดี นอกจากนี้ การให้ผลป้อนกลับควรให้ในเวลาที่เหมาะสมไม่ทิ้งระยะเวลานานเกินไป และหากมีการสรุปเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันระหว่างผู้ให้ผลสะท้อนกลับกับผู้รับผลสะท้อนกลับจะทำให้การให้ผลสะท้อนกลับนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ของการให้ผลสะท้อนกลับดียิ่งขึ้นนั่นเอง
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 247 มีนาคม – เมษายน 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/247/46/
บรรณานุกรม
Black, P. & Wiliam, D. (1998). Inside the Black Box: raising standards through classroom assessment. Granada Learning
Dweck, C. S. (2006). Mindset: the new psychology of success. Random House.
Fritz, C. O. & P. E. Morris, P.E. (2000). When Further Learning Fails: stability and change following repeated presentation of text. British Journal of Psychology, 91: 493-511.
Gibbs, G. & C. Simpson. (2004). Conditions Under Which Assessment Supports Students’ Learning. Learning and Teaching in Higher Education 1: 3-31.
Lizzio, A. & Wilson, K. (2008). Feedback on Assessment: students’ perceptions of quality and effectiveness. Assessment & Evaluation in Higher Education, 33: 263-275.
Mueller, C. M. & Dweck, C. S. (1998). Praise for Intelligence can Undermine Children’s Motivation and Performance. Journal of Personality and Social Psychology, 75(1): 33.
Poulos, A. & Mahony, M. J. (2008). Effectiveness of Feedback: the students’ perspective. Assessment & Evaluation in Higher Education, 33: 143-154.
Weaver, M. R. (2006). Do Students Value Feedback? Student Perceptions of Tutors’ Written Responses. Assessment & Evaluation in Higher Education, 31: 379-394.
มูลนิธิยุวสถิรคุณ. (2559). การพัฒนากรอบความคิด Growth Mindset. สืบค้นเมื่อ 19 เมษายน 2567, จาก https://pubhtml5.com/tdpk/whwk/basic/.
-
คำที่เกี่ยวข้อง
